ไทยกระจายนำเข้าพลังงานลดเสี่ยงฮอร์มุซ แต่ต้นทุนเชื้อเพลิงยังพุ่ง 45.7%
สนค.เผยไทยเร่งกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานรับความเสี่ยงจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ สัดส่วนนำเข้าน้ำมันดิบจาก 3 แหล่งหลักลดจาก 74.4% เหลือ 54.7% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเปลี่ยนแหล่งนำเข้าอันดับ 1 จากกาตาร์เป็นสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนพลังงานโลกยังพุ่งแรง ดัชนีราคานำเข้าหมวดเชื้อเพลิงเดือนกันยายนเพิ่ม 45.7% ส่งผ่านสู่ต้นทุนผลิต ขนส่ง และค่าครองชีพ
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางและเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก ทำให้ไทยต้องบริหารความเสี่ยงโดยลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าจากประเทศหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป
สนค.ได้วิเคราะห์ข้อมูลการนำเข้าพลังงานสำคัญ 2 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ โดยเปรียบเทียบช่วงก่อนเกิดวิกฤตระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 กับช่วงหลังเกิดวิกฤตเดือนมีนาคม-กันยายน 2569
ผลการวิเคราะห์พบว่า ก่อนเกิดวิกฤต ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากที่สุด คิดเป็น 40.1% รองลงมาเป็นซาอุดีอาระเบีย 18.1% และสหรัฐอเมริกา 16.2% รวม 3 ประเทศมีสัดส่วนสูงถึง 74.4%
แต่ในช่วงเผชิญวิกฤต สัดส่วนของ 3 ประเทศหลักลดลงเหลือ 54.7% ขณะที่ไทยเพิ่มการนำเข้าจากแหล่งอื่น โดยแองโกลามีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 4.0 จุดเปอร์เซ็นต์ บราซิลเพิ่มขึ้น 3.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และอาร์เจนตินาเพิ่มขึ้น 2.8 จุดเปอร์เซ็นต์
นายนันทพงษ์กล่าวว่า การเพิ่มแหล่งนำเข้าจากแอฟริกาและลาตินอเมริกาช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งหลักเดิม และเพิ่มความยืดหยุ่นหากเกิดปัญหากับประเทศต้นทางหรือเส้นทางขนส่ง
ด้านก๊าซธรรมชาติ ก่อนเกิดวิกฤต ไทยนำเข้าจากกาตาร์ เมียนมา และออสเตรเลีย รวมกัน 57.3%
แต่หลังเกิดปัญหาการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากกาตาร์ ไทยได้เร่งจัดหาแหล่งทดแทน ทำให้สหรัฐอเมริกาขึ้นมาเป็นแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 29.9% ตามด้วยออสเตรเลีย 17.2% และเมียนมา 11.2%
รวม 3 ประเทศมีสัดส่วน 58.3% ใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า สะท้อนว่า แม้ไทยจะเปลี่ยนประเทศคู่ค้าหลักได้ แต่ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งนำเข้ายังมีอยู่
นายนันทพงษ์กล่าวว่า การกระจายแหล่งนำเข้าช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทาน แต่ไม่ได้ทำให้ต้นทุนพลังงานลดลงทันที เพราะราคายังขึ้นกับตลาดโลก ค่าขนส่ง อัตราแลกเปลี่ยน และเงื่อนไขการจัดซื้อ
ข้อมูลเดือนกันยายน 2569 ระบุว่า ดัชนีราคานำเข้าอยู่ที่ 130.7 เพิ่มขึ้น 12.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่หมวดเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นถึง 45.7% จากความกังวลเรื่องอุปทานตึงตัวและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
แรงกดดันดังกล่าวเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตภายในประเทศ โดยดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ 117.7 เพิ่มขึ้น 10.2% จากปีก่อน
หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมืองเพิ่มขึ้น 37.8% และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 8.9% ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบที่สูงขึ้น
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ 3.90% โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 29.18% และมีส่วนผลักดันเงินเฟ้อประมาณ 56% ของเงินเฟ้อทั้งหมด
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 46.5 ต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนความกังวลต่อภาระค่าครองชีพและกำลังซื้อ
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ราคาพลังงานเป็นตัวแปรที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะกระทบโดยตรงต่อค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายพลังงานของครัวเรือน และยังกระทบทางอ้อมผ่านต้นทุนขนส่ง อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงต้นทุนของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย
สนค.จะติดตามทั้งดัชนีราคานำเข้า ดัชนีราคาผู้ผลิต และดัชนีราคาผู้บริโภค เพื่อประเมินการส่งผ่านต้นทุนตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ พร้อมใช้ข้อมูลประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชน
นอกจากนี้ จะเชื่อมโยงข้อมูลสถิติการค้าจากเว็บไซต์คิดค้า.com กับดัชนีเศรษฐกิจการค้า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงทั้งด้านอุปทานและต้นทุน และใช้สนับสนุนการกำหนดนโยบายรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจต่อไป
