ปลัดคลัง แจงประโยชน์ 3 ด้าน ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ พร้อมดึง 3 แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อ
ปลัดคลัง แจงประโยชน์ 3 ด้าน ‘โครงการโซลาร์ภาคประชาชน’ เปลี่ยนผ่านพลังงาน ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ พร้อมดึง 3 แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ประชาชน-SMEd
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังสนับสนุนโครงการโซลาร์ภาคประชาชนของรัฐบาล ผ่านการใช้เงินกู้จากพระราชกำหนดเงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2 แสนล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน สำหรับสนับสนุนค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่ประชาชน 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 50,000 บาท ภายใต้กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท
นายลวรณ กล่าวว่า โครงการโซลาร์ภาคประชาชนออกแบบนโยบายให้เกิดประโยชน์ 3 ด้าน ได้แก่ 1.ลดรายจ่ายให้กับประชาชน โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้ในตอนกลางวันและใช้เองจะมีผลให้บิลค่าไฟฟ้าต่อเดือนลดลง 2.เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้เกินในตอนกลางวันและใช้ไม่หมด สามารถขายคืนให้กับการไฟฟ้าได้ และ 3.สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ เนื่องจากบ้านจำนวน 1 ล้านหลัง สามารถผลิตพลังงานสะอาดได้ถึง 5,000 เมกกะวัตต์ เป็นการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำหรับผลิตไฟฟ้า
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออกมาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 2.5% ต่อปี ให้ประชาชนที่มีความประสงค์ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แต่มีข้อจำกัดด้านการเงิน เพื่อช่วยให้เข้าถึงเงินทุนติดตั้งสำหรับที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น
“ช่วง 7 ปีแรก อาจประหยัดได้ไม่มาก เพราะยังต้องผ่อนชำระค่าแผงโซลาร์เซลล์จากการกู้ เงิน แต่ปีที่ 8-20 จะประหยัดได้เกือบ 2,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ปัจจุบันมีคนมาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเกือบแสนรายแล้ว” นายลวรณ กล่าว
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการจะมีโอกาสขยายธุรกิจเพื่อรองรับความต้องการติดตั้งแผงโซลาร์ในระดับ 1 ล้านหลัง โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 3 แห่ง สนับสนุนสินเชื่อสำหรับขยายธุรกิจ รวมถึงลดค่าธรรมเนียมการทำหนังสือค้ำประกันหรือ Bank Guarantee สำหรับเป็นหลักประกันว่าจะสามารถดำเนินการติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด เหลือเพียง 350-500 บาท