วิกฤตงานวิจัยเกษตรไทย ทำไมคนรุ่นใหม่จึงหายจากภาคเกษตร
คอลัมน์ : นอกรอบ
ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว นั่นคือ “การหายไปของคนรุ่นใหม่จากภาคเกษตร” ซึ่งไม่ใช่เพียงปัญหาด้านแรงงาน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับระบบวิจัย นวัตกรรม รายได้ และอนาคตของภาคเกษตรทั้งระบบ
ในสัมมนาภาคีวิจัยโลกชูปฏิรูประบบเกษตร รับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นสัมมนาคู่ขนานการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ นักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายสะท้อนตรงกันว่า ภาคเกษตรไทยกำลังอยู่ในภาวะ “ผลิตภาพชะลอตัว” ขณะที่การลงทุนวิจัยและพัฒนากลับลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคเกษตรไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดอาชีพได้อย่างเพียงพอ
เกษตรไทยในสังคมสูงวัย
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า อายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทยอยู่ที่ประมาณ 58 ปี และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่แรงงานภาคเกษตรลดลงจาก 12.68 ล้านคนในปี 2564 เหลือ 11.63 ล้านคนในปี 2566 หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 29.31% ของแรงงานทั้งหมดของประเทศ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่กำลังเคลื่อนย้ายออกจากภาคเกษตรไปสู่ภาคบริการและอุตสาหกรรมมากขึ้น เนื่องจากมองเห็นโอกาสด้านรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
แม้ประเทศไทยยังมีเกษตรกรกว่า 9.2 ล้านราย และมีครัวเรือนเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ แต่โครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ใครจะเป็นผู้ผลิตอาหารในอนาคต
ต้นตอปัญหาอยู่ที่ “รายได้” ไม่ใช่แค่ทัศนคติ
หลายครั้งสังคมมักอธิบายว่าคนรุ่นใหม่ไม่ชอบทำเกษตร แต่ข้อมูลกลับชี้ว่าเหตุผลสำคัญคือ “ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า”
รายงานการศึกษาของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า แม้รายได้ครัวเรือนเกษตรในปี 2565 จะเฉลี่ยต่อปี อยู่ที่ 420,198 บาทต่อครัวเรือน แต่รายจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 306,608 บาทต่อครัวเรือน เหลือเงินสดคงเหลือก่อนชำระหนี้เพียง 113,590 บาท ขณะที่หนี้สินเฉลี่ยสูงถึง 235,050 บาทต่อครัวเรือน
นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่มีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 49% ต่อปีในช่วงปี 2563-2565 เมื่อเปรียบเทียบกับงานในภาคอุตสาหกรรมหรือบริการ คนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงตัดสินใจออกจากภาคเกษตร เพราะมองว่าเป็นอาชีพที่ทำงานหนัก เสี่ยงสูง และสร้างรายได้ไม่แน่นอน
วิกฤต “งานวิจัย” ไม่ตอบโจทย์
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการสัมมนาคือ การชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนงานวิจัย แต่เป็นการที่งานวิจัยจำนวนมากยังไม่สามารถแปลงเป็นรายได้จริงให้เกษตรกร เพราะไม่ตอบโจทย์ตลาด เช่น ชาวนาเขตชลประทานนิยมปลูกข้าวพันธุ์เวียดนามที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่า และอายุปลูกสั้นกว่าข้าวไทย
ตลอดกว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ภาคเกษตรโลกเติบโตด้วยการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เป็นหลัก แต่ภาคเกษตรไทยกลับมีอัตราการเติบโตของผลิตภาพรวม (TFP) เพียง 0.5-0.6% ต่อปีในช่วงสองทศวรรษหลัง ลดลงอย่างมากจากระดับ 2.7% ต่อปีในช่วงปี 2534-2544
ขณะเดียวกัน งบประมาณวิจัยภาครัฐด้านเกษตรของประเทศไทย ลดลงจากประมาณ 0.9% ของ GDP ภาคเกษตรในช่วงทศวรรษ 2530 เหลือเพียง 0.2-0.25% ในช่วงปี 2566-2568
ผลที่เกิดขึ้นคือ ไทยขาดนักปรับปรุงพันธุ์พืช ขาดเทคโนโลยีใหม่ และไม่สามารถพัฒนาพันธุ์พืชให้ทันกับความต้องการของตลาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเพียงพอ
สำหรับคนรุ่นใหม่ ภาพของภาคเกษตรจึงยังคงเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิม มากกว่าจะเป็นพื้นที่ของเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยผลิตนักวิจัย แต่ภาคเกษตรขาดนวัตกร
บนเวทีเสวนา รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า การลงทุนวิจัยเกษตรให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงกว่า 40% ต่อปี แต่ประเทศไทยยังขาดระบบสนับสนุนที่ทำให้นักวิจัยและมหาวิทยาลัยสร้างงานวิจัยเชิงพาณิชย์ได้จริง เช่น ขาดตำแหน่งวิชาการสำหรับอาจารย์ที่ทำงานสนับสนุนเกษตรกร และไม่มีงบฯค่าใช้จ่ายด้านงานบริการสังคมทั้งที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้งานบริการสังคมเป็นหน้าที่ เป็นต้น
ข้อเสนอสำคัญคือการเพิ่มความเป็นอิสระให้สถาบันวิจัยจัดหาแหล่งทุนระยะยาว และสร้างตำแหน่งใหม่ที่ให้คุณค่ากับการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง ไม่ใช่เพียงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ
หากระบบการวิจัยยังไม่เชื่อมต่อกับภาคธุรกิจและเกษตรกร คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็จะเลือกไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมอื่นแทน
คนรุ่นใหม่ไม่ได้หนีเกษตร แต่หนี “เกษตรแบบเดิม”
ในความเป็นจริง คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยยังสนใจภาคเกษตร แต่ต้องการเห็นการทำเกษตรในรูปแบบใหม่
ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกในเวทีสัมมนาคือแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ซึ่งมุ่งให้การวิจัยเริ่มจากความต้องการของตลาด ไม่ใช่เริ่มจากห้องทดลองเพียงอย่างเดียว
กรณีศึกษาของจังหวัดน่านที่พัฒนาเมืองสมุนไพรครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จนถึงการแพทย์ โดยตั้งเป้ารายได้สุทธิ 100,000 บาทต่อไร่ต่อปี แสดงให้เห็นว่าเกษตรสามารถเป็นธุรกิจมูลค่าสูงได้หากเชื่อมโยงองค์ความรู้กับตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
เช่นเดียวกับงานวิจัยด้านปาล์มน้ำมันและมังคุดที่ช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพสินค้า จนนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าการส่งออกมังคุดจากประมาณ 700 ล้านบาทเป็นกว่า 17,000 ล้านบาท โดยไม่จำเป็นต้องขยายพื้นที่เพาะปลูก
อนาคตเกษตรไทยต้องสร้าง “เส้นทางอาชีพใหม่”
ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า การดึงคนรุ่นใหม่กลับสู่ภาคเกษตรไม่สามารถทำได้ด้วยการอุดหนุนรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ประกอบด้วย การพัฒนางานวิจัยที่แก้ปัญหาเกษตรกรจริง เทคโนโลยีดิจิทัลและ Big Data ที่เข้าถึงได้ ตลอดจนการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคธุรกิจ กลไกการเข้าถึงเงินทุนสำหรับใช้ในการวิจัยและพัฒนา และระบบคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้ผู้พัฒนาพันธุ์ลงทุนวิจัยอย่างต่อเนื่อง
ในภาวะที่ความมั่นคงทางอาหารกำลังเป็นประเด็นระดับโลก ประเทศที่มีความสามารถในการผลิตอาหารจะมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่หากประเทศไทยยังปล่อยให้ระบบวิจัยเกษตรอ่อนแอ และไม่สามารถดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคเกษตรได้ วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงปัญหาการขาดแรงงาน แต่เป็นการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว