เปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่แค่ ‘โซลาร์รูฟท็อป’
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : วิมล ตัน
คิกออฟไปเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 กับโครงการโซลาร์ประชาชน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงินช่วยเหลือในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 50,000 บาทต่อครัวเรือน จากสนนราคาติดตั้งเริ่มต้นที่ 140,000 บาทต่อหลัง ทำให้ประชาชนจะเหลือเงินที่จ่ายจริง 90,000 บาท และสามารถใช้สินเชื่อจากธนาคารของรัฐได้ด้วย โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายถึง 1 ล้านครัวเรือน วงเงิน 50,000 ล้านบาท เป็นการใช้เงินจากเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ
พอเปิดปุ๊บก็โดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ปั๊บ โดยเฉพาะประเด็นกฎเกณฑ์เงื่อนไขในส่วนของผู้ประกอบการ (Vendor) ที่จะเข้าร่วมโครงการ ที่กำหนดต้องวางเงินประกัน 50,000 บาท ได้คืนก็ต่อเมื่อติดตั้งเชื่อมต่อระบบสำเร็จ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน แถมอีก 10,000 บาทสำหรับประกันการดูแลหลังติดตั้ง ซึ่งนานถึง 7 ปีจึงจะได้คืน ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยประกาศถอนตัวกันเป็นแถว เพราะไม่มีสายป่านสภาพคล่องพอที่จะทำได้
ในด้านของคนเข้าร่วมโครงการ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยคึกคักสักเท่าไร ยอดผู้ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ณ สิ้นเดือนตุลาคม มีผู้สมัครเพียง 42,666 ราย
จริง ๆ แล้วในแง่หลักการและวัตถุประสงค์ของโครงการที่มุ่งหวังเปลี่ยนผ่านการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนมาเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ ก็ถือว่าสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ราคาพลังงานจากฟอสซิลเริ่มมีปัญหา ต้นทุนพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง และไฟฟ้าจากโซลาร์ก็ตอบโจทย์พลังงานสะอาด
แต่ในแง่ของผู้ใช้ไฟจำเป็นต้องคิดคำนวณความคุ้มค่าให้ถี่ถ้วน
เพราะวงเงิน 50,000 บาทจะให้ประโยชน์สูงสุด ก็ต่อเมื่อครัวเรือนนั้น ๆ เป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ปานกลาง หรือเป็นผู้สูงอายุวัยเกษียณที่อยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ บ้านมีคนอยู่ มีการใช้ไฟในเวลากลางวัน และที่สำคัญ คือ มีการใช้ไฟไม่มากไม่น้อย คือ ระดับ 500 หน่วย จ่ายค่าไฟต่อเดือน 3,000-4,000 บาท
แต่หากเป็นผู้มีรายได้สูงกว่านั้น หรือเป็นบ้านเดี่ยวที่มีการใช้ไฟเดือนละ 5,000 บาทขึ้นไป ใช้ไฟเกินกว่า 1,000 หน่วยต่อเดือน กลุ่มนี้เหมาะสมที่จะเป+ลี่ยนมาใช้โซลาร์รูฟท็อป แต่ถึงกระนั้นสิทธิประโยชน์ของรัฐที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ 200,000 บาทน่าจะได้มากกว่า โดยหากเป็นผู้มีเงินได้สุทธิเกิน 5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับเงินคืนภาษีสูงถึง 70,000 บาท
จากข้อมูลโครงสร้างผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย มีการแบ่งพฤติกรรมการใช้ไฟออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มที่มีสัดส่วนมากสุดถึง 21 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 90% จากทั้งหมด 23-24 ล้านครัวเรือน มีการใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ขณะที่กลุ่มใช้ไฟระดับกลาง คือ ใช้ไฟเดือนละ 201-500 หน่วย มีสัดส่วน 8-9% และกลุ่มใช้ไฟสูง เดือนละเกินกว่า 1,000 หน่วย จ่ายค่าไฟเกิน 5,000 บาทต่อเดือน มีประมาณ 2-4 แสนราย
ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า โดยเฉลี่ยค่าไฟต่อเดือนของครัวเรือนไทยทั้งประเทศอยู่ที่ 905 บาทต่อเดือนเท่านั้น แม้ว่าจะเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกหนาแน่น หมายความว่า ในบ้านมีผู้อาศัยอยู่มากกว่า 8 คน ก็ยังใช้ไฟเฉลี่ยต่อเดือนแค่ 1,696 บาท และที่น่าสนใจกว่านั้น คือ กลุ่มผู้ใช้ไฟสูง เกินกว่า 1,000 หน่วย หรือจ่ายค่าไฟเกินกว่าเดือนละ 5,000 บาท ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือในเขตเมืองท่องเที่ยว เขตนิคมอุตสาหกรรมในหัวเมือง
การลดค่าไฟ 3 บาทสำหรับ 200 หน่วยแรก น่าจะถูกใจและตอบโจทย์คนใช้ไฟส่วนใหญ่ของประเทศได้ดีกว่า
ขณะเดียวกัน การสนับสนุนเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ที่มีนัยสำคัญที่รัฐควรให้ความสำคัญ น่าจะเป็นกลุ่มผู้ใช้รถ โดยเฉพาะรถสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถขนส่ง รถบรรทุกทั้งหลายที่ยังใช้น้ำมันใช้ก๊าซ ให้เปลี่ยนมาเป็นรถใช้ไฟฟ้า
จะได้แก้ปัญหาควันดำ มลพิษบนท้องถนนไปด้วย