‘โรงกลั่น’ รับบทหนักน้ำมันแพง ถูกหั่นกำไร-DSI ไล่บี้คดีกักตุน
สถานการณ์พลังงานโลกผันผวนรอบใหม่ น้ำมันพลิกพุ่ง หลังสหรัฐ-อิหร่านเปิดศึกบอมบ์ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเร่งเบิกเงินกู้ 2 หมื่นล้านตุนรับมือชดเชย ทั้งที่เพิ่งลดดีเซลไปลิตรละ 2.56 บาท โรงกลั่นรับภาระหนัก โดนรัฐเรียกเก็บ “กำไรลาภลอย” มาโปะลดแล้วถึง 4 รอบ เป็นเงินถึง 11.40 บาทต่อลิตร เดือนสิงหาคมจะถูกดึงอีกก้อน ขณะที่กองทุนค้างเงินคืน 4.9 หมื่นล้าน แถมยังโดนดีเอสไอไล่บี้คดีเก็งกำไรอีกต่างหาก
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน กลับมาปะทุอีกครั้ง เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศฉีกข้อตกลงยุติการสู้รบ โดยเกิดการปะทะรอบใหม่ มีการโจมตีเรือที่แล่นอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ และเป้าหมายทางการทหาร เช่น ระบบป้องกันภัยทางการทหาร สถานีเรดาร์ และเครือข่ายการบัญชาการทหาร
ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังสหรัฐได้ยกเลิกมาตรการผ่อนปรนการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน ทำให้อิหร่านไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ ขณะที่อิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีกลับฐานทัพของสหรัฐในประเทศคูเวตและบาห์เรน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานโลกกลับมาผันผวนอีกครั้ง โดยน้ำมันเบรนต์ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 3% ไปอยู่ที่ราว 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดลงมาประมาณ 2% อยู่ที่ราว 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าช่วงการลงนาม MOU เล็กน้อย ที่ราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อิหร่านตึงเครียดดันราคาน้ำมัน
นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งรอบใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มจะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าราคาจะปรับขึ้นมากน้อยเพียงใด แต่หากมีความจำเป็นก็อาจต้องมีการปรับขึ้นราคาในประเทศ อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานจะพยายามใช้ทุกมาตรการเพื่อพยุงราคาน้ำมันและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด
“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีแผนกู้เงินเพิ่มเติมอีก 20,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะลงนามในสัญญากู้เต็มวงเงินภายในเดือนกรกฎาคมนี้ อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะทยอยเบิกใช้วงเงินได้เมื่อใด และยอมรับว่าวงเงินกู้ดังกล่าวไม่สามารถนำไปชำระคืนภาระหนี้เงินชดเชยราคาน้ำมันที่ค้างอยู่ได้ทั้งหมด เนื่องจากยังต้องสำรองไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในช่วงที่สถานการณ์ตลาดโลกยังผันผวนสูง”
กองทุนติดลบ 5.7 หมื่นล้าน
นายพรชัยกล่าวว่า สำหรับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบ 57,362 ล้านบาท ขณะที่เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับราคา ณ โรงกลั่น โดยนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นของโรงกลั่นที่คำนวณเดือนมิถุนายน มาช่วยชดเชยราคาน้ำมันดีเซลในอัตรา 1.40 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 21 วัน ระหว่างวันที่ 9-29 กรกฎาคม 2569 ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงปรับลดลง โดยน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลดลง 2.56 บาทต่อลิตร พร้อมทั้งกำหนดกรอบราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วไว้ไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร
ดึงกำไรโรงกลั่นมาลดราคาน้ำมัน
นายพรชัยอธิบายว่า เงินที่จัดเก็บผ่าน “ราคา ณ โรงกลั่น” เป็นการนำผลประโยชน์ส่วนเกิน หรือที่เรียกกันว่า “กำไรลาภลอย” (Windfall Profit) จากส่วนต่างระหว่างต้นทุนน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปมาช่วยลดภาระราคาน้ำมันให้ประชาชน เนื่องจากในบางช่วงส่วนต่างดังกล่าวปรับตัวสูงถึง 5-6 บาทต่อลิตร ทั้งที่ระดับปกติควรอยู่ราว 2 บาทต่อลิตร
ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้เรียกเก็บผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นมาแล้วประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร และล่าสุดได้เรียกเก็บเพิ่มเติมอีก 1.40 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 21 วัน โดยคำนวณจากข้อมูลเดือนมิถุนายน หลังสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 29 กรกฎาคม จะมีการคำนวณผลประโยชน์ส่วนเกินของเดือนกรกฎาคม เพื่อนำมาพิจารณาจัดเก็บต่อในเดือนสิงหาคม หากยังมีส่วนต่างเกินกว่าระดับที่เหมาะสม ซึ่งเงินส่วนนี้ไม่ใช่เงินที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องคืนให้แก่โรงกลั่น
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้ใช้อำนาจปรับลดราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันดีเซลมาแล้ว 4 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อต้นเดือนเมษายน ลด 2 บาท/ลิตร ก่อนเพิ่มเป็น 5 บาท/ลิตร ต่อมาคือ 3 บาท/ลิตร และล่าสุดลดอีก 1.40 บาท/ลิตร รวมเป็น 11.40 บาท เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันปรับลดลงและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน
ค้างเงินชดเชย 4.9 หมื่นล้าน
นายพรชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตามเงินที่เรียกว่า “อัตราเงินชดเชย” ซึ่งกองทุนนำมาใช้เพื่ออุดหนุนราคาน้ำมัน เช่น การชดเชย 2 บาทต่อลิตร เป็นอีกส่วนหนึ่งที่แตกต่างกัน โดยกองทุนฯ มีภาระต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อน้ำมันจากโรงกลั่น ไม่ใช่คืนให้โรงกลั่นโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ซึ่งมีสถานะทั้งเป็นผู้กลั่นน้ำมันและเป็นผู้ซื้อน้ำมันจากโรงกลั่น กองทุนฯจะคืนเงินชดเชยให้กับ IRPC ในฐานะผู้ซื้อ ขณะที่กรณีบริษัท เชลล์ (Shell) มีฐานะเป็นผู้ซื้อน้ำมันจากโรงกลั่น ซึ่งกองทุนฯ ก็จะคืนเงินชดเชยให้กับ Shell ไม่ใช่คืนให้โรงกลั่นต้นทาง ทั้งนี้ ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้เงินชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ คงค้างอยู่ประมาณ 49,070 ล้านบาท
ดีเอสไอลุย 3 คดีกักตุนน้ำมัน
นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เดินหน้าขยายผลปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคดีพิเศษที่ 59/2569 กรณีบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี จากเดิมตรวจสอบความผิดเรื่องใบกำกับการขนส่งน้ำมัน ได้ขยายผลสู่ข้อหากักตุนและเก็งกำไรน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคม
ซึ่ง DSI ออกหมายเรียกกรรมการผู้จัดการบริษัทเข้ารับทราบข้อกล่าวหา นับเป็นคดีที่ 3 ที่เข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี ภายใต้นโยบายปราบปรามการกระทำผิดด้านน้ำมันของกระทรวงพลังงาน โดยก่อนหน้านี้ คดีพิเศษที่ 66/2569 บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ถูกแจ้งหลายข้อหา
ได้แก่ ปลอมปนน้ำมัน ผิดเกี่ยวกับใบกำกับการขนส่ง กักตุนและเก็งกำไร จำหน่ายน้ำมันเกินราคา และฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ต้องหาเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ส่วนคดีพิเศษที่ 80-85/2569 เกี่ยวข้องกับโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง ผู้ต้องหาเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเรื่องใบกำกับการขนส่งน้ำมันครบแล้ว และ DSI ยังสอบสวนขยายผลต่อ
ปัจจุบันกระทรวงพลังงานร่วมกับ DSI กำลังตรวจสอบคลังน้ำมันใน จ.กาญจนบุรี และคลังน้ำมันอีก 13 แห่งทั่วประเทศ หลังพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำน้ำมันออกนอกระบบและการกักตุนในช่วงเดือนมีนาคม เพื่อรวบรวมหลักฐานและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด
ตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้ใช้อำนาจปรับลดราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันดีเซลมาแล้ว 4 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อต้นเดือนเมษายน ลด 2 บาท/ลิตร ก่อนเพิ่มเป็น 5 บาท/ลิตร ต่อมาคือ 3 บาท/ลิตร และล่าสุดลดอีก 1.40 บาท/ลิตร รวมเป็น 11.40 บาท เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันปรับลดลงและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน