อินโดนีเซีย ขาดดุลครั้งแรกในรอบ 6 ปี รูเปียห์อ่อน-น้ำมันแพง
อินโดนีเซีย ประสบภาวะขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2020 โดยมีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 2.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.28 แสนล้านบาท) เนื่องจากค่าเงินรูเปียห์อ่อนลง 6.5% ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญลดลง
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า เดือนพฤษภาคม 2026 อินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประสบภาวะขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี เนื่องจากเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลง และราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจากสงครามอิหร่าน ทำให้มูลค่าการนำเข้าพุ่งสูงขึ้น ขณะที่การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญลดลง
สำนักงานสถิติแห่งอินโดนีเซีย (BPS) ประกาศว่า ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้าของประเทศสูงกว่ามูลค่าการส่งออก 1.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.37 หมื่นล้านบาท) โดยมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 2.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.74 แสนล้านบาท) ลดลง 5.73% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 22.16% เป็น 2.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.28 แสนล้านบาท) ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศประสบภาวะขาดดุลการค้า นับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2020
ในจำนวนดังกล่าว การนำเข้าน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น 70.78% เป็น 4.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท) ขณะที่การนำเข้าสินค้าที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น 14.89% เป็น 2.03 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.77 แสนล้านบาท)
อาเต็ง ฮาร์โตโน รองผู้อำนวยการฝ่ายสถิติการจัดจำหน่ายและบริการ BPS กล่าวในการแถลงข่าววันที่ 1 ก.ค. ว่า วัตถุดิบที่นำเข้าเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นแร่เชื้อเพลิง เกลือ กำมะถัน หิน ผลิตภัณฑ์ซีเมนต์ และธัญพืช โดยส่วนใหญ่นำเข้ามาจากจีน ออสเตรเลีย ประเทศในกลุ่มอาเซียน และสหภาพยุโรป (EU) ขณะที่การนำเข้าจากญี่ปุ่นลดลง
“มูลค่าการส่งออกที่ลดลงในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนใหญ่เกิดจากสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซหลายรายการ โดยที่การส่งออกโลหะมีค่า เครื่องประดับ และอัญมณี มีปริมาณการส่งออกลดลงมากที่สุดถึง 59.35% และส่งผลให้การส่งออกโดยรวมเติบโตลดลง 2.93%” ฮาร์โตโนกล่าว
การส่งออกถ่านหินเป็นปัจจัยสำคัญ โดย BPS ระบุว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี อินโดนีเซียส่งออกถ่านหินลดลง 8.19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อยู่ที่ 143.56 ล้านเมตริกตัน คิดเป็นการส่งออกมูลค่า 9.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.25 แสนล้านบาท) หรือลดลง 4.95% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
นอกจากนี้ ในเดือน พ.ค. ค่าเงินรูเปียห์ยังอ่อนค่าลง 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย และความกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการตลาดการเงินของประเทศ
ในปีนี้ ค่าเงินรูเปียห์แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้ง แม้จะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยหลังจากธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสามครั้งในสองเดือนที่ผ่านมา
ราห์มา กาฟมี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอร์ลังกาในชวาตะวันออก กล่าวว่า การขาดดุลไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เพราะอินโดนีเซียพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์นำเข้าเป็นอย่างมาก และราคาของสินค้าเหล่านี้ ล้วนอ่อนไหวต่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามในตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน ประสิทธิภาพการส่งออกของอินโดนีเซียก็ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าโภคภัณฑ์ที่เคยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีก่อน ๆ นั้นไม่สามารถทำผลงานได้ดีตามเดิม ทำให้รายได้จากการส่งออกตามหลังการนำเข้า
สินค้าเกษตร เช่น โกโก้ กาแฟ และชา รวมถึงภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ต่างประสบกับภาวะถดถอยเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากดีมานด์ที่ลดลงและการปรับราคาในตลาดโลก
กาฟมีกล่าวว่า อุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ ยังคงมีประสิทธิภาพต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน ในแง่ของต้นทุนแรงงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้ และโลจิสติกส์ ส่งผลให้สินค้าในประเทศประสบปัญหาในการแข่งขัน
“ผู้บริโภคจะเลือกสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมากกว่า เพราะราคาถูกกว่าและมีคุณภาพสูงกว่า ขณะที่สินค้าส่งออกของอินโดนีเซียก็ยังคงประสบปัญหาการเจาะตลาดต่างประเทศ” กาฟมีกล่าว พร้อมแนะนำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่น โดยขยายแนวนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้น้ำมันปาล์มที่ผลิตในประเทศ
“รัฐมนตรีควรประเมินงบอุดหนุนด้านพลังงานใหม่ เพื่อให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น และควบคุมการบริโภคเชื้อเพลิงที่เกินโควตาที่กำหนดไว้ด้วย ในขณะเดียวกัน BI ควรปรับปรุงเครื่องมือทางการเงินต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงสภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐกลับเข้าสู่ระบบการเงินภายในประเทศ และสนับสนุนค่าเงินรูเปียห์” กาฟมีกล่าวทิ้งท้าย
ด้าน โจซัว ปาร์เดเด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเพอร์มาตา (PT Bank Permata) อธิบายว่า การขาดดุลเป็นสัญญาณเตือน เนื่องจากเป็นการผสมรวมกันระหว่างการส่งออกที่อ่อนตัวลง และการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
“การนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป หากนำไปใช้เพื่อกระตุ้นการผลิตและส่งออกในอนาคต อย่างไรก็ตาม มันจะกลายเป็นปัญหา หากหมายรวมไปถึงการนำเข้าสินค้าประเภทน้ำมันและก๊าซ สินค้าอุปโภคบริโภค หรือสินค้าขั้นกลาง ซึ่งไม่สร้างเงินตราต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว” ปาร์เดเดกล่าว
นอกจากนี้ ธนาคารเพอร์มาตายังประกาศเมื่อ 1 ก.ค. ว่า อัตราเงินเฟ้อของอินโดนีเซียในเดือน มิ.ย. แตะระดับสูงสุดในรอบสามเดือนที่ 3.34% ต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 3.08% ในเดือน พ.ค. และสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นในเดือนนี้ เนื่องจากราคาสินค้าในภาคการขนส่ง โดยเฉพาะน้ำมันเบนซินและค่าโดยสารเครื่องบิน ปรับตัวสูงขึ้น