เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สองปี 3 บิ๊กแบงก์ต่างชาติ ถอนเงินพ้นอินโดฯ รวมกว่า 2 หมื่นล้าน หนีความเสี่ยง ‘ปราโบโว’

29 มิ.ย. 2569 | 12:40น.

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ธนาคารต่างชาติ 3 ธนาคารใหญ่ ได้แก่ ซิตี้กรุ๊ปสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดและเอสเอชบีซีโฮลดิงส์ ถอนเงินออกจากอินโดนีเซีย ส่งกลับบริษัทแม่ รวมกัน 11.5 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 2.14 หมื่นล้านบาท) สูงกว่ากำไรสุทธิของธนาคาร แหล่งข่าวระบุสาเหตุคือ ความกังวลในทิศทางนโยบายเศรษฐกิจภายใต้ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2024 ธนาคารต่างชาติที่ใหญ่ที่สุด 3 แห่งในอินโดนีเซีย ส่งเงิน 11.5 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 2.14 หมื่นล้านบาท) ออกจากประเทศ เพื่อลดความเสี่ยง ท่ามกลางนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย ที่เน้นบทบาทของรัฐมากขึ้น

จากการวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทในเครือซิตี้กรุ๊ป (Citigroup) เครือข่ายการเงินสัญชาติอเมริกัน, ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered) สัญชาติอังกฤษ, และเอสเอชบีซีโฮลดิงส์ (HSBC Holdings) ผู้ให้บริการทางการเงินสัญชาติอังกฤษ พบว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทเหล่านี้ในอินโดนีเซียส่งเงินออกจากประเทศรวมทั้งสิ้น 11.5 ล้านล้านรูเปียห์ นับเป็นจำนวนที่สูงกว่ากำไรสุทธิรวมของบริษัทในช่วงเวลานั้น ๆ เล็กน้อย

จำนวนเงินที่ส่งออกนี้ สูงกว่าค่าเฉลี่ย 84% ของกำไรที่ซิตี้กรุ๊ปเคยส่งกลับไปยังบริษัทแม่ในช่วงก่อนปี 2024 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ปราโบโวจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ขณะที่เงินส่วนที่เก็บไว้ในอินโดนีเซียนั้น เพื่อสนับสนุนการเติบโตและเสริมสร้างเงินทุนสำรอง

นอกจากนี้ ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 48% ของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดในช่วงเวลาเดียวกัน และสูงกว่า 87% ของเอสเอชบีซี ในช่วงปี 2020-2023 ทั้งนี้ ในเอกสารงบการเงินของเอสเอชบีซี ไม่ได้เปิดเผยจำนวนเงินที่โอนออกไปยังบริษัทแม่ก่อนปี 2020

แหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารบางแห่งตัดสินใจลดการลงทุนในอินโดนีเซียลง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายประเทศที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น และความปั่นป่วนในตลาด ซึ่งสั่นคลอนหุ้นอินโดนีเซียและค่าเงินรูเปียห์ในช่วงต้นปีที่แล้ว ไม่กี่เดือนหลังจากที่ปราโบโวบริหารประเทศ มีส่วนทำให้เกิดการตัดสินใจดังกล่าว

ในบรรดาบริษัททั้งสาม สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมีความเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุด โดยในปี 2024 ส่งเงินกลับไปยังบริษัทแม่มากกว่า 1.1 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 2 พันล้านบาท) เทียบเป็นเกือบ 4 เท่าของกำไรในอินโดนีเซียในปีนั้น ส่วนหนึ่งนำมาจากกำไรสะสมในปีก่อน ๆ

ด้านซิตี้กรุ๊ป ส่งเงินกลับไปยังบริษัทแม่ เกือบทั้งหมดของรายได้รวมปี 2024-2025 ขณะที่เอสเอชบีซี ระบุว่าในปี 2025 ธนาคารส่งเงินกลับไปยังบริษัทแม่เกือบ 3 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 5.6 พันล้านบาท) แม้ว่าจะมีกำไรสุทธิเพียง 2.2 ล้านล้านรูเปียห์ก็ตาม (ราว 4.1 พันล้านบาท) นับเป็นการส่งเงินกลับที่มากที่สุดของเอสเอชบีซี นับตั้งแต่ปี 2022

แฮร์รี่ ซู กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยของบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ PT Samuel Sekuritas Indonesia กล่าวว่า การส่งกำไรกลับไปยังบริษัทแม่ที่เพิ่มมากขึ้นนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการอ่อนค่าของเงินรูเปียห์ และความคาดหวังว่าค่าเงินจะอ่อนลงอีก

สิ่งนั้นทำให้การเก็บกำไรไว้ในอินโดนีเซียมีความน่าสนใจลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธนาคารต่างชาติ ด้วยความที่นักลงทุนยังระมัดระวัง ทำให้มีสัญญาณที่แนวโน้มจะพลิกกลับในระยะสั้นน้อยมากซูกล่าว

แม้ว่าธนาคารจะยังคงมีกำไรและดำเนินธุรกิจในประเทศต่อไป แต่การโอนกำไรไปต่างประเทศมากขึ้น อาจบ่งชี้ถึงความพยายามปรับโครงสร้างธุรกิจในอินโดนีเซีย และทำให้เกิดคำถามว่า มีการเปลี่ยนเส้นทางการเงินไปที่อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหรือไม่

บรรดาผู้บริหารธนาคารยังกังวลเกี่ยวกับการหารือภายในของรัฐบาล เพื่อขยายบทบาทของภาคธนาคารในการให้เงินทุนสนับสนุนบางโครงการของของรัฐ โดยหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินอินโดนีเซีย (OJK) ได้เสนอแนวคิดรวมการสนับสนุนโครงการรัฐเข้าไปในแผนธุรกิจของธนาคาร ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่า การหารือดังกล่าวรวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการอาหารกลางวันฟรี ซึ่งเป็นโครงการหลักของรัฐบาล รวมถึงสหกรณ์ในหมู่บ้านต่าง ๆ ด้วย

นอกจากนี้ แหล่งข่าวระบุว่า เมื่อต้นปี 2025 ในการประชุมกับธนาคาร 10 แห่ง ปันดู สจาห์ริร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ดานันตารา ยุยงให้ธนาคารแต่ละแห่งร่วมสมทบทุนมากถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) รวมทั้งสิ้น 10 ธนาคาร 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.33 แสนล้านบาท) เพื่อแสดงถึงการสนับสนุนอินโดนีเซียและดานันตารา โดยผู้บริหารบางคนมองว่า คำขอครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าสถาบันการเงินอาจต้องเผชิญแรงกดดันในการสนับสนุนนโยบายสำคัญของรัฐบาล