Skip to content

IATA ชี้ อุตสาหกรรมการบินโลกกำไรดิ่ง เซ่นพิษน้ำมันแพง

07 มิ.ย. 2569 | 21:18น.
IATA ชี้ อุตสาหกรรมการบินโลกกำไรดิ่ง เซ่นพิษน้ำมันแพง

สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ คาดการณ์ว่า ปี 2026 สายการบินทั่วโลกกำไรดิ่ง รวมกันอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.52 แสนล้านบาท) ลดลงกว่าครึ่งหนึ่งของที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเกือบ 40%

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานอ้างอิง สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ซึ่งระบุว่า ในปี 2026 นี้ อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจะมีผลกำไรลดลงอย่างมาก โดยจะทำกำไรได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงและสงครามในอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อการเดินทางทางอากาศ

IATA ระบุเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2026 คาดการณ์ว่า สายการบินต่าง ๆ จะมีกำไรสุทธิรวมกันอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.52 แสนล้านบาท)ในปี 2026 เมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.34 ล้านล้านบาท) และลดลงจากประมาณการกำไรปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.47 ล้านล้านบาท)

การพลิกผันอย่างรุนแรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมการบินต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างรวดเร็วเพียงใด หลังจากสงครามในอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นรุนแรงเป็นพิเศษในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเคยทำกำไรได้มากที่สุดสำหรับการเดินทางทางอากาศ อีกทั้งเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน 

สายการบินอย่าง เอมิเรตส์ (Emirates) และ กาตาร์ แอร์เวย์ส (Qatar Airways) ต้องปรับลดการปฏิบัติการบินลง หลังจากมีการปิดน่านฟ้านานหลายสัปดาห์

วิลลี วอลช์ ผู้อำนวยการใหญ่ของ IATA กล่าวในแถลงการณ์ว่า การหยุดชะงักที่เกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลางและต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ทำให้แนวโน้มของสายการบินต่าง ๆ แย่ลง และสายการบินขนาดเล็กที่เริ่มต้นปีด้วยงบดุลที่อ่อนแอ ต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแน่นอน

IATA ประเมินว่าในปี 2026 ต้นทุนเชื้อเพลิงหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่มากที่สุดสำหรับสายการบินจะเพิ่มขึ้นเกือบ 40% อยู่ที่ 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11.45 ล้านล้านบาท)

แม้ว่าสายการบินต่าง ๆ จะทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงไว้แล้วประมาณหนึ่งในสามของปริมาณการใช้เชื้อเพลิงที่คาดการณ์ไว้สำหรับปี 2026 แต่ก็ต้องลดขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและขึ้นค่าโดยสารเพื่อรักษากำไร โดยมีแนวโน้มจะปรับลดเที่ยวบินลงอีกหลังฤดูร้อนที่เป็นช่วงพีค

ขณะเดียวกัน IATA คาดการณ์ว่า จำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้น 2.4% เป็น 5.1 พันล้านคนในปี 2026 และอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Aircraft Load Factor) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความคุ้มค่าในการใช้พื้นที่เครื่องบิน จะแตะระดับ 84% เพิ่มขึ้น 0.5% จากปีที่แล้ว 

อย่างไรก็ตาม IATA ระบุว่าดีมานด์ที่เติบโตนี้ไม่สามารถตามทันต้นทุนที่สูงขึ้นได้โดยสายการบินต่างจะทำกำไรได้เพียง 4.50 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 147 บาท) ต่อผู้โดยสารหนึ่งคนในปีนี้

ต้นทุนเชื้อเพลิงไม่ใช่ปัญหาเดียวที่ฉุดรั้งอุตสาหกรรมการบินไว้ IATA กล่าวว่า การผลิตเครื่องบินยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่เพียงพอต่อดีมานด์การเดินทางที่เติบโตขึ้น และดีมานด์ของเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ประหยัดเชื้อเพลิงมีมากขึ้น

สถานการณ์ที่พลิกผันนี้ เกิดขึ้นรุนแรงที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดย IATA คาดการณ์ว่า ในปีนี้ภูมิภาคนี้จะประสบภาวะขาดทุนถึง 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) ลดลงจากผลกำไร 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.35 แสนล้านบาท) ในปี 2025 

อย่างไรก็ตาม IATA ระบุว่า ตะวันออกกลางมีศักยภาพที่จะฟื้นตัวได้ เนื่องจากความได้เปรียบทางโครงสร้างหลายประการ รวมถึงภาษีที่เอื้ออำนวย การเข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิงที่มั่นคง และภาระหนี้สินต่ำ

สำหรับในอเมริกาเหนือ IATA ระบุว่า สายการบินราคาประหยัด จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคามากที่สุด เนื่องจากไม่มีบริการระดับพรีเมียม ทำให้การชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นด้วยการขึ้นค่าโดยสาร สามารถทำได้อย่างจำกัด

ในทางกลับกัน สายการบินในยุโรปจะได้รับประโยชน์ จากการเข้ามารับช่วงต่อผู้โดยสารบางส่วนจากสายการบินตะวันออกกลาง แต่ก็ต้องแบกรับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการประท้วงหยุดงานและกฎระเบียบที่เข้มงวด 

“ปัจจัยเหล่านี้บ่งชี้ว่า สถานะการแข่งขันของยุโรปอาจอ่อนแอลงไปอีก แม้ว่าสภาวะตลาดจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วก็ตาม” IATA กล่าว