เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (29 ก.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณ 64,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (29 ก.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณ 64,700 บาท
‘ผลิตภาพ’ ของ ‘ความโกรธ’
Columns ‘ผลิตภาพ’ ของ ‘ความโกรธ’
‘เจเศรษฐ์’ สั่งด่วน กปภ. แก้ภัยแล้งเกาะสมุย ลำเลียงน้ำ-ท่อลอดใต้ทะเล จ่อทำฝนหลวงพื้นที่รับน้ำโดยรอบ
Politics ‘เจเศรษฐ์’ สั่งด่วน กปภ. แก้ภัยแล้งเกาะสมุย ลำเลียงน้ำ-ท่อลอดใต้ทะเล จ่อทำฝนหลวงพื้นที่รับน้ำโดยรอบ
พานาโซนิค เตรียมปิดโรงงานทีวีมาเลเซีย มีนาคม 2027
Business พานาโซนิค เตรียมปิดโรงงานทีวีมาเลเซีย มีนาคม 2027
สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม วันอาสาฬหบูชา 2569
Biz Movement สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม วันอาสาฬหบูชา 2569
สทนช.ผันน้ำภาคตะวันออก ขอพิกัด ‘ดาต้าเซ็นเตอร์แมป’
Economic สทนช.ผันน้ำภาคตะวันออก ขอพิกัด ‘ดาต้าเซ็นเตอร์แมป’
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดเฟดคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% จนถึงสิ้นปีนี้
Finance ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดเฟดคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% จนถึงสิ้นปีนี้
อิหร่านเซอร์ไพร์สถล่มฐานทัพสหรัฐ หลังทรัมป์โวเจรจาคืบหน้า
World อิหร่านเซอร์ไพร์สถล่มฐานทัพสหรัฐ หลังทรัมป์โวเจรจาคืบหน้า
AIS จับมือ “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” บูรณาการศักยภาพ 2 องค์กรระดับประเทศ 
Business AIS จับมือ “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” บูรณาการศักยภาพ 2 องค์กรระดับประเทศ 
SET ล้อมคอกสกัด ‘โดนแฮก’ ซ้ำข้อมูลรั่ว 2 แสนราย-หวั่นถูกหลอกกดลิงก์
Finance SET ล้อมคอกสกัด ‘โดนแฮก’ ซ้ำข้อมูลรั่ว 2 แสนราย-หวั่นถูกหลอกกดลิงก์
ดูทั้งหมด

สทนช.ผันน้ำภาคตะวันออก ขอพิกัด ‘ดาต้าเซ็นเตอร์แมป’

29 ก.ค. 2569 | 11:03น.

สทนช.คาดเอลนีโญทำฝนทั่วไทยต่ำกว่าค่าปกติ 10% น้ำใช้น้อยกว่าปีที่แล้ว 10,000 ล้าน ลบ.ม. นายกฯ สั่งซิงเกิลคอมมานด์ดูแลน้ำแล้ง-น้ำท่วม ผันน้ำจากวังโตนดเติมอ่างเก็บน้ำภาคตะวันออก รับ EEC เตือน “ดาต้าเซ็นเตอร์” ควรมีแหล่งน้ำของตัวเอง ขอ บีโอไอทำ “ดาต้าเซ็นเตอร์แมป” ป้องกันความเสี่ยง

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์น้ำในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในช่วงปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ปริมาณฝนทั่วประเทศต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 10% โดยมีเพียงภาคใต้ที่ปริมาณฝนอยู่ในระดับสูงกว่าค่าปกติ คาดว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูฝน และเข้าสู่ต้นฤดูแล้ง ปริมาณน้ำใช้การได้จะต่ำกว่าปี 2568 ประมาณ 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงปี 2562-2563 

“ถ้าเทียบกับปีที่ผ่านมาปริมาณน้ำที่ลดลงประมาณ 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตรถือว่าน้อย แต่ตัวเลขนี้เป็นการคาดการณ์ เราต้องติดตามพายุ สภาพอากาศ น้ำไหลลงอ่าง และการใช้น้ำตามข้อเท็จจริงตลอดเวลา” นายชยันต์กล่าว

ห่วงฝนตกหนักเป็นจุด-ฝนทิ้งช่วง

นายชยันต์กล่าวว่า ความเสี่ยงของปีนี้ไม่ได้มีเฉพาะปัญหาฝนน้อย แต่ยังมีลักษณะฝนตกหนักเฉพาะจุด แม้ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศจะต่ำกว่าค่าปกติ บางจังหวัดอาจมีฝนตกมากภายในระยะเวลาสั้น ซึ่งสร้างผลกระทบได้แตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ ระบบระบายน้ำ และความสามารถของลำน้ำแต่ละแห่ง ตัวอย่างเช่น บางพื้นที่มีฝนตก 200-250 มิลลิเมตรภายในหนึ่งวัน แต่เมื่อตรวจสอบระดับน้ำในลำน้ำยังไม่เกิดผลกระทบ ขณะที่จังหวัดภูเก็ตหากฝนตกประมาณ 60 มิลลิเมตรในบางจุดก็อาจเริ่มส่งผลกระทบได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศและระบบระบายน้ำ

ดังนั้น สทนช.จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ต้นฤดูฝนว่า แต่ละพื้นที่เริ่มได้รับผลกระทบเมื่อฝนตกในระดับใด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ระดับน้ำ ความสูงของน้ำ และระยะเวลาที่น้ำจะเข้าสู่พื้นที่ชุมชน การประเมินจะไม่พิจารณาเฉพาะข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา แต่จะนำข้อมูลจากหลายหน่วยงานและแบบจำลองหลายระบบมาเปรียบเทียบ เพื่อทบทวนความแม่นยำของตัวเลขและลดความเสี่ยงจากการใช้ข้อมูลเพียงแหล่งเดียว

 สำหรับภาคเกษตร สถานการณ์ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ แต่ต้องจับตาพื้นที่ที่เกิดฝนทิ้งช่วงเกิน 15 วัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกษตรกรเริ่มทำนาหรือปลูกพืชแล้ว เพราะอาจทำให้พืชขาดน้ำและผลผลิตเสียหาย

สทนช.ได้ประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อเตรียมเข้าช่วยเหลือตามสภาพปัญหา โดยไม่จำเป็นต้องรอการประชุมอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม การจัดสรรน้ำในช่วงฤดูฝนจะต้องให้ความสำคัญกับการเก็บกักน้ำไว้ให้มากที่สุด เพราะปีนี้เป็นปีที่มีฝนน้อย และน้ำที่สะสมในอ่างเก็บน้ำจะเป็นต้นทุนสำคัญสำหรับการบริหารในช่วงฤดูแล้งและปีถัดไป

นายกฯ ให้ สทนช.เป็นแกนจัดการน้ำ

 นายชยันต์กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนและน้ำในปีนี้อย่างใกล้ชิด โดยให้ สทนช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บูรณาการข้อมูลและแผนปฏิบัติการร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการให้ สทนช.ทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก หรือซิงเกิลคอมมานด์ ด้านการประเมินสถานการณ์ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและข้อมูลน้ำ

เมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่าสถานการณ์มีแนวโน้มเข้าสู่ระดับความรุนแรงตามหลักเกณฑ์ จะส่งคำเตือนไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อยกระดับการจัดการตามระดับพื้นที่ ในระดับเบื้องต้นอาจเป็นการจัดการระดับอำเภอ หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะยกระดับไปถึงจังหวัด กระทรวง และฝ่ายนโยบาย โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านน้ำเป็นประธานกลไกบูรณาการ

เร่งผันน้ำเสริมความมั่นคง EEC

 สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC นายชยันต์กล่าวว่า เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ สทนช.ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากมีทั้งความต้องการใช้น้ำของภาคประชาชน ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำบางแห่งอยู่ในระดับต่ำ พื้นที่ EEC จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำจากหลายแหล่ง ทั้งอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ ลุ่มน้ำบางปะกง และลุ่มน้ำวังโตนด

โดยคณะกรรมการลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกได้อนุญาตให้สูบน้ำจากลุ่มน้ำวังโตนดบริเวณสถานีสูบน้ำคลองกระดูก เพื่อนำไปเติมน้ำในระบบอ่างเก็บน้ำภาคตะวันออก ซึ่ง สทนช.ได้ประสานกับอีสท์ วอเตอร์ หน่วยงานด้านการประปา และกรมชลประทาน โดยวางแผนเริ่มสูบน้ำตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ขณะที่กรมชลประทานได้เตรียมงบประมาณค่าไฟฟ้าสำหรับการสูบน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมกำลังคนและเครื่องจักรไว้แล้ว

 “เราพยายามทำทุกทางเพื่อเติมน้ำในอ่างให้ได้มากที่สุด และสร้างความมั่นใจให้กับพื้นที่ EEC” นายชยันต์กล่าว

 สทนช.จะติดตามสถานการณ์น้ำใน EEC เป็นรายเดือน โดยเชิญผู้ให้บริการน้ำ หน่วยงานด้านการประปา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารายงานทั้งปริมาณน้ำในอ่าง ความสามารถในการสูบน้ำ และแผนรองรับความต้องการใช้น้ำ

หากสามารถสูบน้ำจากลุ่มน้ำวังโตนดเข้าสู่ระบบได้ตามแผน จะช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคตะวันออก และช่วยลดความเสี่ยงด้านน้ำของพื้นที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

ขอ BOI ที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์

 นายชยันต์กล่าวว่า การขยายการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเด็นที่หน่วยงานด้านน้ำต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะน้ำสำหรับระบบระบายความร้อน หรือระบบคูลลิ่ง

สทนช.ได้หารือกับกระทรวงพลังงานว่า ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ควรมีแหล่งน้ำของตนเองหรือมีแผนจัดหาน้ำที่ชัดเจน ไม่ควรพึ่งพาน้ำส่วนกลางทั้งหมด เพราะหากปริมาณน้ำไม่เพียงพออาจกระทบต่อทั้งกิจการและประชาชนในพื้นที่

 “ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการสร้างความมั่นคงต้องมีน้ำเป็นของตัวเอง เพราะถ้าใช้น้ำส่วนกลางแล้ววันหนึ่งน้ำไม่เพียงพอก็จะเกิดผลกระทบ การนำน้ำประปาไปใช้ในระบบคูลลิ่งก็ไม่คุ้มค่า เพราะใช้น้ำมากและน้ำประปามีต้นทุนในการผลิต” นายชยันต์กล่าว

ปัจจุบันผู้ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จะยื่นเรื่องเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าผ่านหน่วยงานการไฟฟ้า แต่การประเมินโครงการจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องน้ำควบคู่กันด้วย โดยเฉพาะตำแหน่งที่ตั้ง ปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ และความสามารถของพื้นที่ในการรองรับการใช้น้ำ

ซึ่ง สทนช.ได้ขอข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อจัดทำ “ดาต้าเซ็นเตอร์แมป” ว่าดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งอยู่ในพื้นที่ใด และมีความต้องการใช้น้ำประมาณเท่าใด เพื่อประเมินว่าพื้นที่ใดสามารถสนับสนุนการลงทุนได้ และพื้นที่ใดอาจมีความเสี่ยงด้านน้ำ

หากปล่อยให้ดาต้าเซ็นเตอร์กระจายตัวโดยไม่มีข้อมูลและไม่มีการวางแผน อาจนำไปสู่ปัญหาการแย่งใช้น้ำในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ต้องให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก

 “เรื่องนี้ต้องดูทั้งด้านความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำที่มีอยู่ หรือ Demand Side และ Supply Side ให้เกิดความสมดุล ถ้าความต้องการโตขึ้นโดยไม่ดูว่าน้ำมีเท่าใดสุดท้ายก็จะเกิดปัญหาW นายชยันต์กล่าว

EEC ยันน้ำไม่น่ากังวล 

 นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เปิดเผยว่า  ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในพื้นที่ EEC ยังไม่น่ากังวล เนื่องจากยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณฝนในปีนี้ยังมีมาเติมอยู่ สิ่งที่ต้องทำคือ เก็บน้ำให้ได้มากที่สุด เพราะการบริหารน้ำต้องมองไกลมากกว่า 1 ปี ไม่ใช่แค่ปีต่อปี และแน่นอนยังคงจำเป็นที่ต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาว เพราะความต้องการใช้น้ำในอนาคตจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ในแต่ละปี EEC มีการใช้น้ำประมาณ 2,400 ล้านลูกบาศก์

ซึ่งปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี และมีการคาดการณ์ว่า ปี 2570 พื้นที่ EEC จะมีความต้องการใช้น้ำประมาณ 2,888-2,900 ล้านลูกบาศก์  และ EEC ยังมีการประเมินความต้องการใช้น้ำไปถึงปี 2580 ที่คาดว่าเพิ่มเป็น 3,089 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยวางเป้าหมายให้มีปริมาณน้ำเพียงพอรองรับการเติบโตของพื้นที่ แต่ยอมรับว่าหากอุตสาหกรรมบางประเภทเติบโตเร็วกว่าที่คาด ความต้องการใช้น้ำอาจเพิ่มขึ้นเร็วกว่าประมาณการ

จึงจำเป็นต้องมีแผนเพิ่มปริมาณน้ำและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับข้อกังวลจากพื้นที่จันทบุรีที่เกรงว่า EEC จะเข้ามาแย่งน้ำจากภาคเกษตรนั้น พื้นที่จันทบุรีมีการวางแผนเพิ่มปริมาณน้ำเข้าสู่ระบบประมาณ 90 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีการจัดสรรน้ำของกรมชลประทานมีลำดับความสำคัญชัดเจนจัดสรรตามความเหมาะสม โดยภาคเกษตรจะได้รับการจัดสรรเป็นอันดับแรก รองลงมาคือการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ และจึงเป็นภาคอุตสาหกรรม 

EEC ชูมาตรการคุมอุตฯ ใช้น้ำ

 แม้ว่า Data Center จะใช้น้ำมาก แต่ลักษณะการใช้งานแตกต่างจากอุตสาหกรรมทั่วไป เนื่องจากไม่ได้ใช้น้ำเป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่ใช้เพื่อระบบหล่อเย็น และปัจจุบันเทคโนโลยีของ Data Center มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การใช้น้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ระบบระบายความร้อนรูปแบบใหม่ที่ลดการพึ่งพาน้ำ ดังนั้นในช่วง 5-6 ปีข้างหน้าเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันด้านทรัพยากรน้ำได้ นอกจากนี้ EEC ยังมีมาตรการควบคุมการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม

โดยกำหนดให้โรงงานใหม่ต้องมีระบบนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) อย่างน้อย 25% เพื่อช่วยลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ดังนั้น โรงงานที่เข้ามาใหม่หากเคยใช้น้ำ 100% จะต้องนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ทำให้ลดการใช้น้ำจากแหล่งใหม่ลง เหลือความต้องการใช้น้ำจริงประมาณ 75% เป็นแนวทางหนึ่งในการบริหารทรัพยากรน้ำในพื้นที่

 ส่วนแนวคิดการติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำบนอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ EEC อยู่ระหว่างการเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ. หรือบอร์ด EEC) พิจารณา เบื้องต้นประเมินว่าหากนำพื้นที่อ่างเก็บน้ำประมาณ 30% มาใช้ติดตั้งแผงโซลาร์ อาจมีพื้นที่รองรับราว 4,000-5,000 ไร่ แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนด้านที่ดิน เนื่องจากนักลงทุนไม่จำเป็นต้องซื้อพื้นที่เพื่อผลิตไฟฟ้าสะอาด ซึ่งหากคิดจากราคาที่ดินประมาณ 2-3 ล้านบาทต่อไร่ อาจช่วยลดต้นทุนได้ราว 8,000 ล้านบาท และนำเงินไปลงทุนด้านระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานอื่นแทน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดาต้าเซ็นเตอร์แมป สทนช.