สทนช.เพิ่มพื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วม 11-13 ก.ย. ฝนหนักลาม กลาง-ตะวันตก-ใต้
สทนช.ออกประกาศฉบับที่ 3/2569 เพิ่มเติม ขยายพื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ช่วง 11-13 กันยายน หลังร่องมรสุมพาดผ่านหลายภาคและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้แรงขึ้น โดยเฉพาะอีสานตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้ ขณะที่รายงานวันที่ 11 กันยายนพบฝนสูงสุดศรีสะเกษ 141 มม. กทม. 108 มม. และคาด 14-16 กันยายน กทม.-ปริมณฑล ภาคกลาง ตะวันออก และใต้ยังมีฝนต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ได้ออกประกาศฉบับที่ 3/2569 เพิ่มเติม เรื่องเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง หลังจากก่อนหน้านี้ได้ออกประกาศฉบับแรกเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569
สทนช.ระบุว่า จากการติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศ พบว่าร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ เข้าสู่ความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง
ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้
เพิ่มพื้นที่เสี่ยง 11-13 ก.ย.
จากการประเมินร่วมกับข้อมูลคาดการณ์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ รวมถึงข้อมูลพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและดินโคลนถล่มจากกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรธรณี พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงเพิ่มเติมในช่วงวันที่ 11-13 กันยายน 2569
ภาคเหนือ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน บริเวณอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน, เชียงราย ที่อำเภอแม่ลาว เมืองเชียงราย ป่าแดด เวียงชัย แม่สาย และเทิง, สุโขทัย ที่อำเภอศรีสัชนาลัย และเพชรบูรณ์ ที่อำเภอศรีเทพ วิเชียรบุรี และน้ำหนาว
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เลย ที่อำเภอภูกระดึง ท่าลี่ และภูหลวง, ขอนแก่น ที่อำเภอภูผาม่าน น้ำพอง เวียงเก่า และสีชมพู, ชัยภูมิ ที่อำเภอเทพสถิต เมืองชัยภูมิ และบำเหน็จณรงค์, ร้อยเอ็ด ที่อำเภอสุวรรณภูมิ และอุบลราชธานี ที่อำเภอนาจะหลวย
ภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี บริเวณอำเภอลำสนธิ ขณะที่ภาคตะวันออกเพิ่มพื้นที่ชลบุรี อำเภอศรีราชา
ส่วนภาคตะวันตก ได้แก่ ราชบุรี อำเภอสวนผึ้ง และประจวบคีรีขันธ์ อำเภอสามร้อยยอดและบางสะพานน้อย
ภาคใต้เพิ่มพื้นที่เสี่ยงหลายจังหวัด
ภาคใต้เป็นอีกพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติม ได้แก่ ชุมพร ที่อำเภอเมืองชุมพร หลังสวน และทุ่งตะโก, ระนอง ที่อำเภอกะเปอร์, สุราษฎร์ธานี ที่อำเภอบ้านนาสารและเกาะพะงัน
รวมถึงนครศรีธรรมราช ที่อำเภอพิปูน หัวไทร และฉวาง, ภูเก็ต ที่อำเภอถลางและเมืองภูเก็ต, พัทลุง ที่อำเภอศรีบรรพต, ตรัง ที่อำเภอกันตัง เมืองตรัง ห้วยยอด และนาโยง
นอกจากนี้ ยังมีสงขลา ที่อำเภอระโนด, สตูล ที่อำเภอเมืองสตูล ท่าแพ และละงู และนราธิวาส ที่อำเภอสุคิรินและแว้ง
ฝนสูงสุดศรีสะเกษ 141 มม. กทม. 108 มม.
รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 07.00 น. ระบุว่า ปริมาณฝนสูงสุดรายภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดแพร่ 138 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ 141 มิลลิเมตร
ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร 108 มิลลิเมตร ภาคตะวันออก จังหวัดตราด 125 มิลลิเมตร ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี 110 มิลลิเมตร และภาคใต้ จังหวัดพังงา 123 มิลลิเมตร
สำหรับสภาพอากาศวันนี้ ภาคใต้มีฝนเพิ่มและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ส่วนภาคกลางและภาคตะวันออกมีฝนตกหนักบางแห่ง ขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนลดลง
14-16 ก.ย. กทม.-กลาง-ตะวันออก-ใต้ยังมีฝน
สทนช.คาดการณ์ว่า ช่วงวันที่ 14-16 กันยายน 2569 ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะยังคงมีฝนต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่
ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งทางด้านตะวันออกของภาค
ในภาพรวม พื้นที่เฝ้าระวังตามประกาศครอบคลุมหลายจังหวัด ตั้งแต่แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน สุโขทัย กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ ตาก อุทัยธานี ไปจนถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
น้ำอ่างทั่วประเทศ 69% น้ำใช้การ 56%
สถานการณ์อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 55,647 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 69% ของความจุเก็บกัก ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การอยู่ที่ 31,524 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 56%
อย่างไรก็ตาม ยังมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 9 แห่งที่มีปริมาณน้ำใช้การต่ำกว่า 30% หรือต่ำกว่าระดับควบคุมต่ำสุด ได้แก่ แม่มอก ทับเสลา กระเสียว จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ลำพระเพลิง มูลบน ลำนางรอง และคลองสียัด
ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเก็บกักต่ำกว่า 30% มีจำนวน 55 แห่ง แบ่งเป็นภาคเหนือ 4 แห่ง ภาคกลาง 5 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 22 แห่ง ภาคตะวันออก 8 แห่ง ภาคตะวันตก 11 แห่ง และภาคใต้ 5 แห่ง
สทนช.ระบุว่า แม้บางอ่างมีปริมาณน้ำน้อย แต่ปริมาณน้ำยังเพียงพอสำหรับกิจกรรมการใช้น้ำจนถึงสิ้นสุดฤดูแล้งปี 2569/2570
สั่งพร่องน้ำ-ลอกท่อ-เตรียมอพยพ
สทนช.ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนสะสมเกิน 90 มิลลิเมตรภายใน 24 ชั่วโมง และพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ
พร้อมให้ตรวจสอบและซ่อมแซมแนวคันริมแม่น้ำ เร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก รวมทั้งเขื่อนระบายน้ำและประตูระบายน้ำให้สอดคล้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
นอกจากนี้ ให้เร่งระบายและพร่องน้ำเพื่อรองรับฝนหนัก เตรียมบุคลากร เครื่องจักร เครื่องมือ ลอกท่อระบายน้ำ และจัดทำแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก พร้อมประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้สามารถอพยพได้ทันทีหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น




