ญี่ปุ่นเล็งตั้ง ‘คลังสำรองแนฟทา’ เลี่ยงคอขวดซัพพลายบรรจุภัณฑ์
รัฐบาลญี่ปุ่นพิจารณาแนวทางการสำรอง ‘แนฟทา’ ซึ่งเป็นวัสดุสำหรับการผลิตพลาสติกและตัวทำละลายของสีพิมพ์ หลังสงครามอิหร่านและวิกฤติพลังงาน ทำให้เกิดปัญหาคอขวดด้านซัพพลายและราคา โดยแม้จะผลิตเองในประเทศถึง 40% แต่ 90% ของน้ำมันดิบที่ใช้ผลิต นำเข้ามาจากตะวันออกกลาง
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า ญี่ปุ่นดำเนินการตั้งคลังสำรองแนฟทา หลังสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ซัพพลายหยุดชะงักลง แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจและเทคนิค ทำให้ทางเลือกมีจำกัด
เนื่องจากสงครามอิหร่านและความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดวิกฤติพลังงาน เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จึงสั่งให้นายเรียวเซ อากาซาวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม จัดทำมาตรการที่ครอบคลุม เพื่อเสริมสร้างโครงสร้างดีมานด์และซัพพลายด้านพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน ส.ค.
ต่อมา เมื่อ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา นายอากาซาวะกล่าวในการแถลงข่าวว่า รัฐบาลจะพิจารณาวิธีการสำรองและมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นสำหรับ ‘แนฟทา’
แนฟทาเป็นวัสดุที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหลากหลายชนิด รวมถึงภาชนะพลาสติกและตัวทำละลายของสี โดยกว่า 40% ของดีมานด์แนฟทาในญี่ปุ่นผลิตในประเทศ ขณะที่อีก 40% นำเข้าจากตะวันออกกลาง และอีก 20% ที่เหลือนำเข้าจากภูมิภาคอื่น ๆ อย่างไรก็ดี 90% ของน้ำมันดิบที่ใช้ผลิตแนฟทาในประเทศ นำเข้ามาจากตะวันออกกลาง
เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา คาลบี้ (Calbee) บริษัทขนมขบเคี้ยวชั้นนำของญี่ปุ่น ประกาศปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ขนมเหลือเพียงสีขาวและสีดำเป็นการชั่วคราว ใน 14 ผลิตภัณฑ์ขนม เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของซัพพลายแนฟทา ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แม้การกลั่นแนฟทาในประเทศจะยังดำเนินต่อไปด้วยน้ำมันดิบสำรองก็ตาม
การรักษาสต็อกสำรองในประเทศไว้ จะช่วยป้องกันปัญหาคอขวดด้านซัพพลายและราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นในภาวะฉุกเฉินได้ง่าย ดังนั้น จนกว่าจะถึงสิ้นเดือน ส.ค. นี้ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมจะพิจารณาสามทางเลือกการจัดเก็บ ได้แก่ การสำรองแนฟทาโดยตรง ผลิตภัณฑ์ขั้นกลางจากการกลั่นแนฟทา หรือน้ำมันดิบสำหรับผลิตแนฟทา
ในการสำรองแนฟทา จะต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากแนฟทาเหลวระเหยได้ง่ายที่อุณหภูมิห้อง จึงต้องมีสถานที่จัดเก็บเฉพาะ อีกทั้งคุณภาพของแนฟทาก็เสื่อมลงค่อนข้างเร็ว และสินค้าคงคลังของผู้ผลิตสารเคมีจะหมุนเวียนประมาณทุก 20 วัน ทำให้ความเห็นส่วนใหญ่ของกระทรวงฯ มองว่า การสำรองแนฟทานั้น เป็นไปไม่ได้
การสำรองผลิตภัณฑ์ขั้นกลางที่กลั่นจากแนฟทา เช่น โพลีเอทิลีน (พลาสติก PE) และโพลีโพรพีลีน (พลาสติก PP) เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดูเป็นไปได้ เนื่องจากวัสดุเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของแข็ง ทำให้จัดเก็บได้ง่าย
อย่างไรก็ดี ยิ่งแนฟทาถูกกลั่น ขอบเขตการใช้งานก็จะยิ่งแคบลง อีกทั้งผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นกลางมักเก็บสินค้าคงคลังในปริมาณน้อย เพื่อให้สอดคล้องกับดีมานด์ ดังนั้นการกำหนดให้มีการเก็บสำรอง อาจเพิ่มต้นทุนการจัดการสินค้าคงคลัง และในท้ายที่สุดอาจผลักให้สินค้าสำเร็จพร้อมจำหน่ายมีราคาสูงขึ้น
ในการสำรองแนฟทาที่จะเกิดขึ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในสามทางเลือกการจัดเก็บ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในกฎระเบียบของกระทรวงต่าง ๆ ที่อิงตามกฎหมายการสำรอง โดยปัจจุบัน กฎหมายกำหนดให้ต้องสำรองผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันหนัก และน้ำมันดีเซล
ทั้งนี้ แนฟทาเคยอยู่ภายใต้กฎหมายการสำรองมาก่อน จนกระทั่งปี 1993 ที่ผู้ผลิตสารเคมีคัดค้านการซื้อแนฟทาที่ผลิตในประเทศ เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง หน่วยงานที่ดูแลกฎหมายดังกล่าวในตอนนั้น คือ กระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม จึงตัดสินใจเปิดเสรีการนำเข้าแนฟทาในช่วงทศวรรษ 1980
ในตอนนั้น ขณะที่ญี่ปุ่นเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมแห่งชาติ รัฐบาลก็ค่อย ๆ ลดระดับการบังคับสำรองแนฟทาลง ก่อนที่จะยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าวในที่สุด
อย่างไรก็ดี จากผลกระทบของสงครามอิหร่าน ผู้ผลิตสารเคมีอาจกักตุนน้ำมันดิบที่สามารถแปลงเป็นแนฟทาได้ในปริมาณมากขึ้น โดยนายมานาบุ ชิคุโมโตะ ประธานสมาคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแห่งญี่ปุ่นและประธานกลุ่มบริษัทมิตซูบิชิ เคมิคอล กล่าวเมื่อวันที่ 16 ก.ค. ว่า เราจำเป็นต้องหารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือ ในการกระจายตัวเลขค่าใช้จ่าย เพื่อให้ภาระต้นทุนต่อคนต่ำที่สุด
ขณะเดียวกัน บริษัท คาวาซากิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ ก็เสนอเทคโนโลยีทางเลือกในการ ใช้ไฮโดรเจนเพื่อผลิตแนฟทา โดยใช้กระบวนการฟิชเชอร์-โทรปช์ (Fischer-Tropsch) แบบเดียวกับการผลิตน้ำมันเบนซินสังเคราะห์ ในโรงงานของคาวาซากิ เฮฟวี ที่เติร์กเมนิสถาน ซึ่งนำก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่เยอะในพื้นที่ มาสลายตัวภายใต้ความร้อนและความดันสูง จากนั้นจึงประกอบองค์ประกอบต่าง ๆ ทางเคมีเข้าด้วยกันใหม่
ความท้าทายในการนำมาใช้จริง คือการลงทุนมหาศาลในการสร้างโรงงานขึ้นมาใหม่ภายในประเทศ และอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือต้นทุนด้านวัตถุดิบ เนื่องจากการใช้ก๊าซธรรมชาติในญี่ปุ่นมีต้นทุนวัตถุดิบสูงกว่าการผลิตในตะวันออกกลางและที่อื่น ๆ ถึงสองเท่า