‘ยีลด์’ พันธบัตรทั่วโลกพุ่ง สงครามอิหร่านรอบใหม่ ‘ซ้ำเติม’
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาสร้างความกังวลให้กับทั่วโลกอีกรอบ เมื่อสหรัฐอเมริกาใช้ปฏิบัติการทางทหารถล่ม “อิหร่าน” ครั้งใหม่ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ตามมาด้วยระลอกใหญ่ในวันที่ 1 กันยายน ถือเป็นการถล่มครั้งแรกนับจากปลายเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นทันที โดยเฉพาะนํ้ามันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นราคา “อ้างอิง” ของทั่วโลก ปรับขึ้นเกิน 2% ไปอยู่ระดับเหนือ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันที่ 2 กันยายน
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อมากขึ้น และแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อผลตอบแทน (ยีลด์) พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ไม่เพียงเฉพาะต่อยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเท่านั้น โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐขยับขึ้น 0.03% ไปอยู่ที่ 4.7880% “สูงที่สุด” ในรอบ 20 เดือน พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 0.06% ไปแตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกนับจากปี 1996 ส่วนพันธบัตรอายุ 2 ปี ขึ้นไปสูงที่สุดในรอบ 31 ปี ที่ระดับ 1.81%
ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของรัฐบาลสหราชอาณาจักรสูงขึ้นมากกว่า 0.09% ไปอยู่ที่ 5.2341%, สูงที่สุดนับจากปี 2008 ในช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินทั่วโลก หรือวิกฤต “แฮมเบอร์เกอร์” ส่วนพันธบัตร 30 ปีก็พุ่งขึ้น 0.09% เช่นกัน แตะ 5.8856% สูงที่สุดนับจากเดือนมีนาคม 1998
ส่วนยีลด์พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งปกติแล้วเป็นเครื่องชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมใน “ยูโรโซน” ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน 0.03% ไปอยู่ที่ 3.3546% ทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ ส่วนพันธบัตร 2 ปีก็ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 2.9496% สูงที่สุดนับจากปี 2024 ขณะที่ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีของฝรั่งเศสก็ทำสถิติสูงสุดนับจากปี 2024 เช่นกัน
“สกอตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่กังวลที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐสูงขึ้น โดยอ้างว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐยังคงเป็นตลาดที่มี “ผลงานดีที่สุด” ในโลก โดยอ้างถึงการที่ล่าสุดบริษัทจัดอันดับฟิทช์เรทติ้งส์ ยังคงจัดอันดับให้อยู่ในระดับ AA+
สตีฟ อิงแลนเดอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ลากยาวมา 6 เดือน บวกกับการที่ศาลสูงสุดของสหรัฐมีคำพิพากษาว่าการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยความฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี ทำให้รายได้จากภาษีของรัฐบาลสหรัฐ “หายไป” ประมาณ 40% เพิ่มแรงกดดันต่อผลตอบแทนพันธบัตร
อิงแลนเดอร์กล่าวว่า ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกตกอยู่ภายใต้แรงกดดันที่ทำให้ต้องอยู่ใน “ขาขึ้น” เพราะไม่ใช่แค่สหรัฐอเมริกาประเทศเดียวที่มีปัญหาขาดดุล ส่วนคำกล่าวของรัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่อ้างว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐมีผลงานดีที่สุดนั้น อันที่จริงคำว่าทำผลงานดีที่สุดเป็นคนละอย่างกับ “ทำผลงานได้ดี” ตอนนี้หลายประเทศมีปัญหาขาดดุล ดังนั้นจึงมองไม่เห็นเหตุผลอะไรที่จะดีใจ
อุลริเกะ ฮอฟมันน์-เบอร์คาร์ดิ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนประจำทวีปอเมริกาของยูบีเอส ชี้ว่า ในระยะสั้นความ “ผันผวน” ของผลตอบแทนพันธบัตรจะยังคงอยู่ต่อไป เพราะมีหลายปัญหากดดัน ทั้งการไม่เห็นความชัดเจนเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังคงสูง นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับท่าทีด้านนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ความกังวลเรื่องงบประมาณรัฐบาล ความกังวลเรื่องที่ภาคเอกชนออก “หุ้นกู้” มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อระดมทุนไปลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)
สำหรับกรณีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาหนี้สาธารณะสูงจนทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก การขาดดุลงบประมาณอย่างเรื้อรัง ล่าสุดไปแตะ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ประกอบกับราคาพลังงานสูงซึ่งผลักดันเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับสูงอย่างยาวนาน ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจที่จะลงทุนใน “สินทรัพย์สหรัฐ” เห็นได้จากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐในปีนี้ (2026) โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาว ที่ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในวันที่ 19 สิงหาคม กระทรวงการคลังสหรัฐต้องออกมาสร้างความมั่นใจด้วยการประกาศ “ซื้อคืน” พันธบัตรอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี ด้วยวงเงิน 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อธุรกรรม ระยะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน-4 พฤศจิกายน ปีนี้ (2026) เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดพันธบัตร
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวได้ผลเพียงระยะสั้นมาก ผลตอบแทนลดลงมา 0.02-0.09% แต่วันถัดไปก็ดีดกลับมาเช่นเดิม เนื่องจากนักลงทุนมองว่า “ปัญหาพื้นฐาน” คือเรื่องหนี้สาธารณะและการขาดดุลยังไม่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับวงเงินซื้อคืนถือว่ามีขนาด “เศษเสี้ยว” เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดพันธบัตรทั้งหมด
ทั้งนี้ผลตอบแทนพันธบัตรจะเคลื่อนไหวตรงข้ามกับราคาพันธบัตร กล่าวคือเมื่อผลตอบแทนสูง ราคาพันธบัตรจะลดลง
ปัญหาด้านงบประมาณและการคลังของสหรัฐที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ที่ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ราคาพันธบัตรตกต่ำลง ทำให้ล่าสุดเกิดคำว่า Debasement Trade ขึ้นในแวดวงวอลล์สตรีต โดย Debasement Trade หมายถึงสภาวะที่นักลงทุน “โยกย้าย” การลงทุนจากดอลลาร์ หรือสกุลเงินหลักไปเป็นสินทรัพย์อื่นอย่างทองคำหรือบิตคอยน์ เพื่อป้องกันความเสี่ยง
นักวิเคราะห์จากดอยช์แบงก์ชี้ว่า “ทองคำ” เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์จาก Debasement Trade คาดว่าราคาทองคำจะไปแตะ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เช่นเดียวกับเรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีนักลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในทองคำและบิตคอยน์ และแนะนำว่าพอร์ตการลงทุน “ต้นแบบ” ที่ดีควรมีทองคำในพอร์ต 15%
ในระยะ 2-3 วันทำการ นับจากกระทรวงการคลังสหรัฐประกาศซื้อคืนพันธบัตร ราคาทองคำขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้ามากกว่า 3% สู่ระดับเกือบ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 25 สิงหาคม
อย่างไรก็ตามราคาทองคำร่วงลงอีกครั้งหลังจาก “เควิน วอร์ช” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของเฟด ที่เรียกว่าการประชุม “แจ็กสัน โฮล” เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม เพราะตลาดตีความว่าวอร์ชส่งสัญญาณพร้อมจะ “ขึ้นดอกเบี้ย” เนื่องจากมีตอนหนึ่งพูดว่าให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย 2%
แต่นักวิเคราะห์บางคนก็เชื่อว่า ตราบใดที่ดอลลาร์ยังอ่อนค่าจากปัญหาดังกล่าวของรัฐบาลสหรัฐ ในที่สุดราคาทองคำก็จะปรับขึ้นอยู่ดี