จีนรุกอาเซียน-สหรัฐบีบการค้า เตือนไทยเสี่ยง ชง 5 ยุทธศาสตร์รักษาตลาด-กันสวมสิทธิ
นักวิชาการ วิเคราะห์โครงสร้างการค้าอาเซียนท่ามกลางแรงกดดันจีน-สหรัฐ ชี้ปี 2025 ไทยขาดดุลการค้าจีน 53.8 พันล้านดอลลาร์ สูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน ขณะที่เกินดุลสหรัฐ 75.0 พันล้านดอลลาร์ สูงเป็นอันดับ 2 รองจากเวียดนาม เตือนสินค้าจีนและการลงทุนจากจีนทะลักสู่อาเซียนมากขึ้น ขณะที่สหรัฐเร่งใช้มาตรการภาษี ตรวจแหล่งกำเนิด และสกัดการหลบเลี่ยงการค้า เสนอไทยเร่งถ่วงดุลเชิงยุทธศาสตร์ ป้องกันสวมสิทธิสินค้า กำหนดเงื่อนไขการลงทุนจีน เพิ่มตลาดทางเลือก และรักษาอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยในบทวิเคราะห์เศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ฉบับที่ 3 วันที่ 2 กันยายน 2569 เรื่อง “จีนยึดตลาด สหรัฐฯ บีบการค้า : ไทยจะรอดอย่างไร ?” ว่า ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ต่างมีอิทธิพลต่ออาเซียนในคนละด้าน
ในปี 2025 การค้าระหว่างจีนกับอาเซียนมีมูลค่ารวมประมาณ 1.06 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจีนส่งออกสู่อาเซียน 666.2 พันล้านดอลลาร์ และนำเข้าจากอาเซียน 389.6 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้อาเซียนขาดดุลการค้ากับจีน 276.6 พันล้านดอลลาร์
เมื่อแยกรายประเทศ เวียดนามเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของจีนในอาเซียน มูลค่า 198.6 พันล้านดอลลาร์ รองลงมาคือมาเลเซีย 103.8 พันล้านดอลลาร์ และไทย 103.7 พันล้านดอลลาร์
ด้านดุลการค้า เวียดนามขาดดุลกับจีนสูงสุด 100.6 พันล้านดอลลาร์ รองลงมาคือไทย 53.8 พันล้านดอลลาร์ สิงคโปร์ 46.4 พันล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 39.0 พันล้านดอลลาร์
ไทย-เวียดนามพึ่งสินค้าจีนสูง
รศ.ดร.อัทธ์ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยและเวียดนามมีการพึ่งพาสินค้านำเข้าจากจีนในระดับสูง โดยเฉพาะเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ วัตถุดิบ ชิ้นส่วนการผลิต ยานยนต์ไฟฟ้า และสินค้าสำเร็จรูป
ขณะที่การส่งออกของทั้งสองประเทศไปจีนยังขยายตัวไม่ทันกับการนำเข้า จึงทำให้การขาดดุลเพิ่มขึ้น และอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อโครงสร้างการผลิตภายในประเทศในระยะยาว
แต่ไทยเกินดุลสหรัฐ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์
ในอีกด้านหนึ่ง ปี 2025 สหรัฐส่งออกสินค้าไปยังอาเซียน 126.4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนนำสินค้าเข้าสู่อาเซียนผ่านการส่งออกของจีนมูลค่า 666.2 พันล้านดอลลาร์ หรือจีนส่งออกสู่อาเซียนมากกว่าสหรัฐประมาณ 5.3 เท่า
ขณะเดียวกัน สหรัฐนำเข้าสินค้าจากอาเซียน 469.3 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าจีนที่นำเข้าจากอาเซียน 389.6 พันล้านดอลลาร์ ประมาณ 1.2 เท่า
เมื่อพิจารณารายประเทศ เวียดนามและไทยเป็นสองประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงที่สุดในอาเซียน โดยเวียดนามเกินดุล 185.6 พันล้านดอลลาร์ และไทย 75.0 พันล้านดอลลาร์ รองลงมาคือมาเลเซีย 32.3 พันล้านดอลลาร์ และอินโดนีเซีย 25.5 พันล้านดอลลาร์
7 ปัจจัยดันสินค้าจีนไหลเข้าอาเซียน
รศ.ดร.อัทธ์วิเคราะห์ว่า การขยายตัวของสินค้าและการลงทุนจีนในอาเซียนเกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน
ประการแรก รัฐบาลจีนสนับสนุนผู้ประกอบการให้ขยายตลาดต่างประเทศ โดยอาเซียนเป็นตลาดสำคัญจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และขนาดตลาด
ประการที่สอง จีนมีกำลังการผลิตส่วนเกินในหลายอุตสาหกรรม ทำให้ต้องเร่งส่งออกสินค้า เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร เหล็ก เคมีภัณฑ์ แผงโซลาร์เซลล์ สิ่งทอ และสินค้าอุปโภคบริโภค
ประการที่สาม สงครามการค้าสหรัฐ-จีนตั้งแต่ปี 2018 ทำให้ผู้ผลิตจีนกระจายการส่งออกออกจากตลาดสหรัฐมายังอาเซียนมากขึ้น
ประการที่สี่ อาเซียนมีบทบาททั้งเป็นตลาดรองรับสินค้า ฐานการผลิต และช่องทางส่งออกสินค้าจีนไปสหรัฐ
ประการที่ห้า ยุทธศาสตร์ China Plus One ทำให้ทั้งบริษัทข้ามชาติและบริษัทจีนย้ายหรือขยายการผลิตสู่อาเซียน เพื่อลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี
ประการที่หก ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีนและ RCEP ช่วยลดภาษีและอำนวยความสะดวกให้สินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนจีนเข้าสู่อาเซียนได้ง่ายขึ้น
และประการที่เจ็ด การค้าออนไลน์และโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน ทำให้สินค้าจีนราคาถูกเข้าถึงผู้บริโภคอาเซียนโดยตรงมากขึ้น
สหรัฐเร่งบีบอาเซียนสกัดจีน
รศ.ดร.อัทธ์ระบุว่า สหรัฐมีแรงจูงใจสำคัญ 2 ด้านในการเพิ่มแรงกดดันต่ออาเซียน คือ ลดการขาดดุลการค้ากับภูมิภาค และป้องกันไม่ให้จีนใช้อาเซียนเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้า
เครื่องมือที่สหรัฐใช้มีทั้งการขึ้นภาษีนำเข้า มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน การตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า การสอบสวนการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า และการใช้กฎหมายการค้าหลายมาตรา
เสนอไทย 5 ยุทธศาสตร์รับแรงกดดันสองด้าน
รศ.ดร.อัทธ์เสนอว่า ไทยต้องวางยุทธศาสตร์แบบ “คบจีนเพื่อสร้างโอกาส คบสหรัฐเพื่อรักษาตลาด” โดยมี 5 แนวทางสำคัญ
แนวทางแรก คือ ถ่วงดุลอย่างมียุทธศาสตร์ ร่วมมือกับจีนในด้านที่ไทยไม่เสียเปรียบ เช่น การค้า อุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการไทยสามารถอยู่ในห่วงโซ่การผลิต และการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันร่วมมือกับสหรัฐในเซมิคอนดักเตอร์ AI การบิน อิเล็กทรอนิกส์ และการศึกษา
แนวทางที่สอง คือ ไม่ปล่อยให้สินค้าจีนกระทบอุตสาหกรรมไทย โดยการลงทุนต้องมีเงื่อนไขด้านการจ้างแรงงานไทย การใช้ชิ้นส่วนและผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการแข่งขัน
แนวทางที่สาม คือ รักษาตลาดสหรัฐด้วยการป้องกันการสวมสิทธิสินค้า ตั้งแต่การตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าในโรงงาน สัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีน ไปจนถึงการป้องกันการเปลี่ยนฉลากหรือแปรรูปเพียงเล็กน้อย
แนวทางที่สี่ คือ เพิ่ม “ทางเลือกที่สาม” โดยขยายความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพื่อกระจายตลาดสินค้าไทย
และแนวทางที่ห้า คือ กำหนดอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องรักษาไว้ ไม่เปิดเสรีทุกอุตสาหกรรมโดยไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะอาหารและเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมชีวภาพ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางมูลค่าสูง ยา สมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ท่องเที่ยว สุขภาพ เศรษฐกิจผู้สูงอายุ รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และวัฒนธรรมไทย
รศ.ดร.อัทธ์มองว่า โจทย์สำคัญของไทยในระยะต่อไปไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐ แต่คือการกำหนดเงื่อนไขและยุทธศาสตร์ให้ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย โดยไม่ปล่อยให้โครงสร้างการผลิตและตลาดส่งออกของไทยถูกกดดันจนเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว