“พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
“พิพัฒน์” ลุย ICD ลาดกระบัง ปลดล็อกปัญหาค้างยาว สั่งเชื่อม “ถนน–ราง–สถานีขนส่ง–ท่าเรือ” ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องลาดกระบัง หรือ ICD ลาดกระบัง และสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า เร่งแก้ปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทั้งทางเข้า–ออก การจราจร โครงสร้างพื้นฐาน การบริหารพื้นที่ และการขนส่งตู้สินค้า โดยให้มีการบูรณาการทุกหน่วยงานให้การขนส่ง “ถนน–ราง–ท่าเรือ” เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ
โดยพื้นที่ ICD ลาดกระบังและสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้าถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบโลจิสติกส์กรุงเทพฯ และภาคตะวันออก การแก้ปัญหาจึงต้องไม่แยกส่วน แต่ต้องมองตั้งแต่รถบรรทุกเข้าสู่พื้นที่ การพักคอยและเปลี่ยนถ่ายสินค้า การขนส่งตู้สินค้าทางราง ไปจนถึงท่าเรือแหลมฉบัง โดยเป้าหมายสำคัญคือ ลดเวลา ลดต้นทุน เพิ่มความแน่นอนให้ผู้ประกอบการ และลดผลกระทบจากรถบรรทุกต่อการจราจรของประชาชน

นายพิพัฒน์กล่าวว่า สถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้าอยู่ในความรับผิดชอบของกรมการขนส่งทางบก มีบทบาทรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ให้เข้ามาพักคอย รับ–ส่งและเปลี่ยนถ่ายสินค้า ก่อนกระจายด้วยรถขนาดเล็กเข้าสู่พื้นที่เมือง ลดการนำรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าสู่กรุงเทพฯ และเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมและกระจายสินค้า โดยมีพื้นที่ 225 ไร่ มีทั้งชานชาลาขนถ่ายสินค้า คลังสินค้า อาคารสำนักงาน ที่พัก และพื้นที่รองรับกิจกรรมของผู้ประกอบการ ปัจจุบันชานชาลาขนถ่ายสินค้ามีการใช้พื้นที่ 75% และคลังสินค้า 72%
จึงให้กรมการขนส่งทางบกเร่งยกระดับสภาพพื้นที่และระบบบริการ โดยเฉพาะถนน ความปลอดภัย ระบบตรวจสอบรถเข้า–ออก พื้นที่พักคอย และการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมหาแนวทางบริหารรายได้เพื่อนำกลับมาบำรุงรักษาและพัฒนาสถานีให้สามารถรองรับการแข่งขันกับ Truck Terminal ของภาคเอกชน และลดการพึ่งพางบประมาณของรัฐ
ขณะเดียวกัน ปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการสะท้อนมาอย่างต่อเนื่อง คือทางเข้า–ออกพื้นที่ ICD และสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า โดยเฉพาะรถที่ออกจากพื้นที่และต้องการมุ่งหน้าชลบุรี ซึ่งปัจจุบันต้องวิ่งไปทางกรุงเทพฯ ก่อนกลับรถ ทำให้เกิดรถสะสมและกระทบการจราจรบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 หรือ M7 กรมทางหลวงจึงเดินหน้าก่อสร้าง Ramp เชื่อมเข้าสู่ M7 ฝั่งมุ่งหน้าชลบุรีโดยตรง เริ่มสัญญาวันที่ 1 สิงหาคม 2569 แล้วเสร็จวันที่ 28 มีนาคม 2570 เมื่อแล้วเสร็จจะรองรับรถจาก 930 คันต่อชั่วโมง เป็น 1,194 คันต่อชั่วโมง ลดเวลาเฉลี่ยของรถขาเข้าอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านระบบรางได้รับรายงานจากการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) ว่า การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟเส้นทาง ICD ลาดกระบัง–แหลมฉบังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 386,763 TEUs ในปีงบประมาณ 2564 เป็น 497,805 TEUs ในปีงบประมาณ 2568 ขณะที่ปีงบประมาณ 2569 มีปริมาณขนส่งสะสม 436,598 TEUs ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 หรือช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ
นับตั้งแต่ ICD ลาดกระบังเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2539 มีปริมาณการขนส่งตู้สินค้ารวมทั้งทางรถไฟและถนนแล้ว 33,962,824 TEUs แบ่งเป็นทางรถไฟ 10,612,940 TEUs และทางถนน 23,349,884 TEUs มีการเดินรถไฟรวม 203,327 ขบวน สร้างรายได้ค่าระวางสะสม 11,260.08 ล้านบาท และรายได้ค่าสัมปทาน 11,194.23 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของ ICD ลาดกระบังในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบโลจิสติกส์ประเทศ
นอกจากนี้ ผลการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟผ่านระบบ Single Rail Transfer Operator หรือ SRTO ในปีงบประมาณ 2569 ช่วง 10 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงกรกฎาคม 2569 มีปริมาณ 483,350 TEUs สูงกว่าเป้าหมาย 416,667 TEUs หรือ 16% คาดว่าตลอดปีงบประมาณ 2569 จะมีปริมาณ 566,912 TEUs สูงกว่าเป้าหมาย 13.4%
“ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าความต้องการใช้ระบบรางมีอยู่จริง โจทย์ต่อไปทำอย่างไรให้ระบบรองรับการเติบโตได้ดีขึ้น และให้เร่งแก้ปัญหาการบริหาร ICD ที่ค้างมานาน หลังสัมปทานเดิมของทั้ง 6 สถานีสิ้นสุดตั้งแต่ปี 2554 และกระบวนการสรรหาเอกชนรายใหม่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี โดยให้การรถไฟฯเร่งโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP ตามกฎหมายให้เกิดข้อยุติโดยเร็ว”
ปัจจุบันร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างขอความเห็นชอบรายงานผลการศึกษาและหลักการโครงการต่อกระทรวงคมนาคม หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 รับทราบรายงานผลการศึกษาและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายร่วมลงทุนต่อไป เมื่อผ่านขั้นตอนดังกล่าวแล้ว จะเข้าสู่การเจรจาข้อเสนอร่วมลงทุน จัดทำและตรวจร่างสัญญา เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบผลการคัดเลือกและร่างสัญญา ก่อนลงนามสัญญาร่วมลงทุน โดยวางกรอบดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2570

นายพิพัฒน์กล่าวว่า เงื่อนไขการร่วมลงทุนกำหนดอายุสัญญา 20 ปี ให้เอกชนลงทุนปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางประมาณ 252.696 ล้านบาท และจัดหาเครื่องมือยกขนตู้สินค้า หรือ RMG ประมาณ 927.140 ล้านบาท รวมเงินลงทุนเริ่มแรกประมาณ 1,179 ล้านบาท ขณะที่ ร.ฟ.ท. คาดว่าจะมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของรายได้ค่าสัมปทานตลอด 20 ปีประมาณ 3,819 ล้านบาท พร้อมกำหนดสัดส่วนการขนส่งทางรางไม่น้อยกว่า 50 % ในแต่ละปี เพื่อดึงตู้สินค้าจากถนนเข้าสู่ระบบรางให้มากขึ้น
“ปัญหาที่สะสมมานานต้องมีทางออกที่ชัดเจน ผู้ประกอบการต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่รถเข้า–ออกสะดวกขึ้น ลดเวลารอ ลดต้นทุน และสามารถวางแผนการขนส่งได้แน่นอน ขณะที่ระบบรางต้องรองรับปริมาณสินค้าได้มากขึ้นและเชื่อมต่อกับท่าเรืออย่างมีประสิทธิภาพ“นายพิพัฒน์กล่าว
