เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
เศรษฐกิจภูมิภาค CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
“พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
Real Estate “พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
Real Estate ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
ดูทั้งหมด

“พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”

05 ก.ย. 2569 | 15:25น.

“พิพัฒน์” ลุย ICD ลาดกระบัง ปลดล็อกปัญหาค้างยาว สั่งเชื่อม “ถนน–ราง–สถานีขนส่ง–ท่าเรือ” ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องลาดกระบัง หรือ ICD ลาดกระบัง และสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า เร่งแก้ปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทั้งทางเข้า–ออก การจราจร โครงสร้างพื้นฐาน การบริหารพื้นที่ และการขนส่งตู้สินค้า โดยให้มีการบูรณาการทุกหน่วยงานให้การขนส่ง “ถนน–ราง–ท่าเรือ” เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ

โดยพื้นที่ ICD ลาดกระบังและสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้าถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบโลจิสติกส์กรุงเทพฯ และภาคตะวันออก การแก้ปัญหาจึงต้องไม่แยกส่วน แต่ต้องมองตั้งแต่รถบรรทุกเข้าสู่พื้นที่ การพักคอยและเปลี่ยนถ่ายสินค้า การขนส่งตู้สินค้าทางราง ไปจนถึงท่าเรือแหลมฉบัง โดยเป้าหมายสำคัญคือ ลดเวลา ลดต้นทุน เพิ่มความแน่นอนให้ผู้ประกอบการ และลดผลกระทบจากรถบรรทุกต่อการจราจรของประชาชน

นายพิพัฒน์กล่าวว่า สถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้าอยู่ในความรับผิดชอบของกรมการขนส่งทางบก มีบทบาทรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ให้เข้ามาพักคอย รับ–ส่งและเปลี่ยนถ่ายสินค้า ก่อนกระจายด้วยรถขนาดเล็กเข้าสู่พื้นที่เมือง ลดการนำรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าสู่กรุงเทพฯ และเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมและกระจายสินค้า โดยมีพื้นที่ 225 ไร่ มีทั้งชานชาลาขนถ่ายสินค้า คลังสินค้า อาคารสำนักงาน ที่พัก และพื้นที่รองรับกิจกรรมของผู้ประกอบการ ปัจจุบันชานชาลาขนถ่ายสินค้ามีการใช้พื้นที่ 75% และคลังสินค้า 72%

จึงให้กรมการขนส่งทางบกเร่งยกระดับสภาพพื้นที่และระบบบริการ โดยเฉพาะถนน ความปลอดภัย ระบบตรวจสอบรถเข้า–ออก พื้นที่พักคอย และการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมหาแนวทางบริหารรายได้เพื่อนำกลับมาบำรุงรักษาและพัฒนาสถานีให้สามารถรองรับการแข่งขันกับ Truck Terminal ของภาคเอกชน และลดการพึ่งพางบประมาณของรัฐ

ขณะเดียวกัน ปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการสะท้อนมาอย่างต่อเนื่อง คือทางเข้า–ออกพื้นที่ ICD และสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า โดยเฉพาะรถที่ออกจากพื้นที่และต้องการมุ่งหน้าชลบุรี ซึ่งปัจจุบันต้องวิ่งไปทางกรุงเทพฯ ก่อนกลับรถ ทำให้เกิดรถสะสมและกระทบการจราจรบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 หรือ M7 กรมทางหลวงจึงเดินหน้าก่อสร้าง Ramp เชื่อมเข้าสู่ M7 ฝั่งมุ่งหน้าชลบุรีโดยตรง เริ่มสัญญาวันที่ 1 สิงหาคม 2569 แล้วเสร็จวันที่ 28 มีนาคม 2570 เมื่อแล้วเสร็จจะรองรับรถจาก 930 คันต่อชั่วโมง เป็น 1,194 คันต่อชั่วโมง ลดเวลาเฉลี่ยของรถขาเข้าอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านระบบรางได้รับรายงานจากการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) ว่า การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟเส้นทาง ICD ลาดกระบัง–แหลมฉบังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 386,763 TEUs ในปีงบประมาณ 2564 เป็น 497,805 TEUs ในปีงบประมาณ 2568 ขณะที่ปีงบประมาณ 2569 มีปริมาณขนส่งสะสม 436,598 TEUs ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 หรือช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ

นับตั้งแต่ ICD ลาดกระบังเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2539 มีปริมาณการขนส่งตู้สินค้ารวมทั้งทางรถไฟและถนนแล้ว 33,962,824 TEUs แบ่งเป็นทางรถไฟ 10,612,940 TEUs และทางถนน 23,349,884 TEUs มีการเดินรถไฟรวม 203,327 ขบวน สร้างรายได้ค่าระวางสะสม 11,260.08 ล้านบาท และรายได้ค่าสัมปทาน 11,194.23 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของ ICD ลาดกระบังในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบโลจิสติกส์ประเทศ

นอกจากนี้ ผลการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟผ่านระบบ Single Rail Transfer Operator หรือ SRTO ในปีงบประมาณ 2569 ช่วง 10 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงกรกฎาคม 2569 มีปริมาณ 483,350 TEUs สูงกว่าเป้าหมาย 416,667 TEUs หรือ 16% คาดว่าตลอดปีงบประมาณ 2569 จะมีปริมาณ 566,912 TEUs สูงกว่าเป้าหมาย 13.4%

“ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าความต้องการใช้ระบบรางมีอยู่จริง โจทย์ต่อไปทำอย่างไรให้ระบบรองรับการเติบโตได้ดีขึ้น และให้เร่งแก้ปัญหาการบริหาร ICD ที่ค้างมานาน หลังสัมปทานเดิมของทั้ง 6 สถานีสิ้นสุดตั้งแต่ปี 2554 และกระบวนการสรรหาเอกชนรายใหม่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี โดยให้การรถไฟฯเร่งโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP ตามกฎหมายให้เกิดข้อยุติโดยเร็ว”

ปัจจุบันร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างขอความเห็นชอบรายงานผลการศึกษาและหลักการโครงการต่อกระทรวงคมนาคม หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 รับทราบรายงานผลการศึกษาและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายร่วมลงทุนต่อไป เมื่อผ่านขั้นตอนดังกล่าวแล้ว จะเข้าสู่การเจรจาข้อเสนอร่วมลงทุน จัดทำและตรวจร่างสัญญา เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบผลการคัดเลือกและร่างสัญญา ก่อนลงนามสัญญาร่วมลงทุน โดยวางกรอบดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2570

นายพิพัฒน์กล่าวว่า เงื่อนไขการร่วมลงทุนกำหนดอายุสัญญา 20 ปี ให้เอกชนลงทุนปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางประมาณ 252.696 ล้านบาท และจัดหาเครื่องมือยกขนตู้สินค้า หรือ RMG ประมาณ 927.140 ล้านบาท รวมเงินลงทุนเริ่มแรกประมาณ 1,179 ล้านบาท ขณะที่ ร.ฟ.ท. คาดว่าจะมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของรายได้ค่าสัมปทานตลอด 20 ปีประมาณ 3,819 ล้านบาท พร้อมกำหนดสัดส่วนการขนส่งทางรางไม่น้อยกว่า 50 % ในแต่ละปี เพื่อดึงตู้สินค้าจากถนนเข้าสู่ระบบรางให้มากขึ้น

“ปัญหาที่สะสมมานานต้องมีทางออกที่ชัดเจน ผู้ประกอบการต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่รถเข้า–ออกสะดวกขึ้น ลดเวลารอ ลดต้นทุน และสามารถวางแผนการขนส่งได้แน่นอน ขณะที่ระบบรางต้องรองรับปริมาณสินค้าได้มากขึ้นและเชื่อมต่อกับท่าเรืออย่างมีประสิทธิภาพ“นายพิพัฒน์กล่าว