ชาวอังกฤษควักเงินเก็บ ฝ่ามรสุมค่าครองชีพ ฉุดยอดเงินฝากใหม่ มิ.ย. ร่วง 20%
ครัวเรือนอังกฤษดึงเงินออมสำรองมาใช้เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ส่งผลให้ในเดือน มิ.ย. ชาวอังกฤษมีเงินฝากใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 6.3 พันล้านปอนด์ (ราว 280,000 ล้านบาท) ซึ่งลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025
บลูมเบิร์ก (ฺBloomberg) รายงานว่า ครัวเรือนสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) เริ่มนำเงินออมที่เก็บหอมรอมริบไว้ตั้งแต่ช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ออกมาใช้ เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่ง และความหวังที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลดน้อยลง
สงครามในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นราว 20% นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ความหวังที่ธนาคารแห่งชาติอังกฤษ (BoE) จะลดอัตราดอกเบี้ยนั้นหมดไป ต้นทุนการผ่อนบ้านเพิ่มสูงขึ้น ค่าเงินที่ลดลงจากเงินเฟ้อกัดกินการเติบโตของรายได้ และการหางานใหม่ก็ยากลำบากยิ่งขึ้น
ท่ามกลางความซบเซานี้ ผู้บริโภคซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจราว 60% ยังคงยอมควักกระเป๋าจ่าย ตัวเลขยอดขายปลีกประจำเดือนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 5 ครั้งในปีนี้ ขณะที่การใช้จ่ายผ่านบัตรก็เติบโตในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 11 เดือน โดยได้แรงหนุนจากศึกฟุตบอลโลกและสภาพอากาศที่แจ่มใส
ร็อบ วู้ด (Rob Wood) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำสหราชอาณาจักรของ Pantheon Macroeconomics กล่าวว่า ผู้บริโภคกำลังบรรเทาผลกระทบจากการเติบโตของรายได้ที่แท้จริงที่ลดลงด้วยการออมเงินให้น้อยลง และมองว่าภาวะวิกฤตรายได้นี้เป็นเรื่องชั่วคราวมากกว่าจะคงอยู่ถาวร ซึ่งสอดคล้องกับการที่เศรษฐกิจยังคงมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดี
จากการวิเคราะห์ข้อมูลความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ GfK โดย Bloomberg พบว่า ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 35,000 ปอนด์ (ราว 1.5 ล้านบาท) ขึ้นไป ความตั้งใจที่จะออมเงินได้ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบราวสองปี ในขณะเดียวกัน ความเต็มใจที่จะจับจ่ายใช้สอยกับสินค้าชิ้นใหญ่ก็ยังคงทรงตัวเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้มีรายได้สูง
ข้อมูลจากธนาคารแห่งชาติอังกฤษแสดงให้เห็นว่า ในเดือนมิถุนายนปีนี้ ภาคครัวเรือนอังกฤษนำเงินสดและเงินฝากธนาคารเพิ่มขึ้นเพียง 6.3 พันล้านปอนด์ (ราว 280,000 ล้านบาท) ซึ่งลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่าในเดือนพฤษภาคม แต่วู้ดระบุว่า การเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากเงินสดที่คนถือไว้มากกว่าการนำไปฝากธนาคาร ซึ่งสะท้อนว่ามีแผนที่จะนำเงินออกมาใช้จ่ายในเร็ว ๆ นี้
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับตัวเลขอย่างเป็นทางการที่แสดงให้เห็นว่า เงินออมของภาคครัวเรือนลดลงเหลือ 4.45 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 2 ล้านล้านบาท) ในไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 14% แม้ว่าจะยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 แต่อัตราการออมของภาคครัวเรือนลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 9% หลังจากที่เคยพุ่งสูงถึงระดับเลขสองหลักเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา
ผู้บริโภคที่มีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีกำลังช่วยปกป้องเศรษฐกิจจากผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดของวิกฤตพลังงาน โดยการใช้จ่ายภาคเอกชนของอังกฤษขยายตัวในอัตราที่ก้าวกระโดดในเดือนกรกฎาคม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้จ่ายในช่วงฟุตบอลโลก ซึ่งทีมชาติอังกฤษสามารถทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ รวมถึงการท่องเที่ยวภายในประเทศ นอกจากนี้ ตัวเลขการเติบโตอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมก็ยังเติบโตสวนทางกับที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะชะลอตัวลง
สหราชอาณาจักรเริ่มมีลักษณะเศรษฐกิจแบบ “K-shaped” หรือความเหลื่อมล้ำสองทิศทางชัดเจนขึ้นนับตั้งแต่เกิดโควิด เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา โดยกลุ่มครัวเรือนที่มีฐานะมั่งคั่งยังคงจับจ่ายใช้สอยไปกับการท่องเที่ยว ความบันเทิง และมีเงินเก็บเพิ่มขึ้น ในขณะที่คนกลุ่มอื่นที่เหลือต่างต้องดิ้นรนอย่างหนักกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
นีล เบลลามี (Neil Bellamy) ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคจาก GfK กล่าวว่า ผู้มีรายได้สูงมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก โดยกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด 20% แรก เป็นตัวขับเคลื่อนการใช้จ่ายถึงประมาณ 40% นอกจากสินค้าจำเป็นแล้ว คนกลุ่มนี้ยังช่วยหนุนยอดขายของสินค้าชิ้นใหญ่ในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าระดับพรีเมี่ยม เช่น เครื่องชงกาแฟพรีเมี่ยมที่กำลังเติบโต และสินค้าอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เงินสำรองออมไว้อาจไม่พอหากขาดข้อตกลงหยุดยิงที่ยั่งยืนระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ดัชนีติดตามของสมาคมยานยนต์แห่งราชอาณาจักร (RAC) แสดงให้เห็นว่า ราคาน้ำมันเบนซินยังคงอยู่ใกล้ราคา 158 เพนซ์ต่อลิตร ซึ่งไม่ไกลจากระดับสูงสุดในปีนี้ที่เคยทำไว้ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และแม้ว่าภาวะซบเซาในตลาดแรงงานส่วนใหญ่จะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่นายจ้างก็ยังคงลดการจ้างงานและเสนออัตราการขึ้นเงินเดือนที่รัดกุมขึ้น
สถานการณ์นี้ทำให้ภารกิจของแอนดี้ เบอร์แนม ในการการบรรเทาค่าครองชีพยิ่งซับซ้อนขึ้น ตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง แอนดี้ลดภาษีบิลค่าพลังงานลง 5% ควบคุมเพดานค่าโดยสารรถประจำทาง และลดภาษีบำรุงท้องถิ่นสำหรับสถานบันเทิง ผับ และสถานที่จัดแสดงดนตรีสด แม้จะเป็นมาตรการที่ได้รับความนิยม แต่ก็ไม่มีมาตรการใดที่มีน้ำหนักมากพอจะเปลี่ยนสถานะทางการเงินของชาวอังกฤษให้ดีขึ้นหรือแย่ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายนี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจโดยรวม และช่วยให้เบอร์แนมมีเวลาและเงินทุนมากขึ้นในการทำตามสัญญาที่ให้ไว้
เบลลามีระบุอีกว่า แม้ความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้มีรายได้สูงจะทรงตัวได้ดีกว่า แต่ก็ยังต้องเผชิญกับราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มนี้มากกว่า คือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น