เทียบฟอร์ม Thaimart เปิดเกมชิงเค้กอีคอมเมิร์ซ
Thaimart (ไทยมาร์ท) ของ “นอท-พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์” นำทีมที่เคยก่อตั้งแพลตฟอร์มลอตเตอรี่อย่าง “ลอตเตอรี่พลัส-สลากพลัส” มาลุยทำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ท้าชนบิ๊กเทคโนโลยีที่ครอบครองตลาดอยู่
ในจังหวะที่อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มค่ายใหญ่ทั้งหลายทยอยปรับค่าธรรมเนียมรอบใหม่ จนเป็นเหตุให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไทยออกมาโอดโอยกระหึ่มโซเชียล
หลังเปิดตัวเป็นทางการไปไม่กี่วัน (7 ก.ค. 2569) “ไทยมาร์ท” มียอดดาวน์โหลดทะลุแสนทั้งบน Play Store และ App Store ไปแล้ว
ชัดเจนว่า “ไทยมาร์ท” ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เดือดร้อนจากการปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่องของแพลตฟอร์มต่างชาติ แต่หนึ่งในคำถามสำคัญที่เกี่ยวพันกับความอยู่รอดของแพลตฟอร์มน้องใหม่สัญชาติไทยแห่งนี้ก็คือ “ผู้บริโภค” หรือผู้ซื้อจะได้อะไร ถ้าไม่มีระบบ “คูปองส่วนลด” จูงใจ
อะไรจะเป็นหมัดเด็ดที่ทำให้แพลตฟอร์มยืนระยะอยู่ได้ในระยะยาว
เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” เปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐานระหว่าง Thaimart และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติรายอื่น พบว่าต่างเป็นแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลซที่รวมร้านค้าผู้ประกอบการ และผู้ซื้อไว้ด้วยกัน มีช่องทางการไลฟ์, การรีวิว และการชำระเงิน แต่ Thaimart ยังไม่มีรูปแบบการชำระแบบสินเชื่อ
สำหรับค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์มไทยมาร์ท ใช้คำว่า “ค่า GP” (Gross Profit) ซึ่งแพลตฟอร์มต่างชาติจะมีโครงสร้างค่าธรรมเนียมยิบย่อยมาก เช่น ค่าธรรมเนียมการขายตามประเภทสินค้า, ค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐาน และค่าบริการอื่น ๆ ทั้งยังมีการปรับขึ้นราคาต่อเนื่อง
ส่วนไทยมาร์ทชูจุดขายว่าจะคิดโครงสร้างต้นทุน หรือค่า GP อย่างยุติธรรม โดยปีแรกเก็บ 0% ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. 2569-6 ก.ค. 2570
“นอท-พันธ์ธวัช” ระบุว่า เพื่อให้ร้านค้าขนาดเล็ก และ SMEs มีกำไรไปตั้งตัว พร้อมประกาศอัตราค่า GP ล่วงหน้าชัดเจน 4 ปี (ปีที่ 2 เก็บ 5%, ปีที่ 3 เก็บ 8%, ปีที่ 4 เป็นต้นไปไม่เกิน 10%) เพื่อให้ร้านค้าสามารถวางแผนการเงินในระยะยาวได้ โดยไม่มีการปรับขึ้นตามใจชอบ ฟรีค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Payment Fee) 3% ให้จนถึงสิ้นปี 2569
จากการตรวจสอบข้อมูลในเว็บไซต์ไทยมาร์ทในฝั่งผู้ขาย ยังไม่พบว่ามีการอธิบายโครงสร้างค่าธรรมเนียมรูปแบบอื่น ๆ ที่แฝงมาในการให้บริการ และในเดือนสิงหาคมจะเปิด Seller Center คาดว่าจะมีรายละเอียดอื่น ๆ ตามมา
สำหรับแคมเปญการตลาด และการมองเห็นร้านค้า ฝั่งแพลตฟอร์มต่างชาติมีการเรียกเก็บค่าการตลาด (Marketing Fee) บ้างใส่ไว้ในค่าธรรมเนียมหลัก หรือเรียกเก็บแยกเป็นการซื้อ Ads เป็นต้น หากไม่ซื้อ “อัลกอริทึ่ม” จะลดการมองเห็น เป็นต้น
ส่วนไทยมาร์ทระบุว่า จะเป็น “Fair First” ไม่มีการบังคับหรือเรียกเก็บเงินค่าการตลาดเพื่อแลกกับการเปิดการมองเห็น และว่าสินค้าจะโชว์ตามความต้องการของผู้ซื้อจริง และการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้แบรนด์เล็กที่ไม่มีงบฯ ยิงแอดมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้เท่าเทียมกับแบรนด์ใหญ่
มั่นใจ “เทคโนโลยี” สู้ได้
“พันธ์ธวัช” เปิดเผยว่า มีนักพัฒนากว่า 120 คน รวมด้านอื่น ๆ เป็น 450 คน ทั้งยังเป็นทีมที่เคยทำแพลตฟอร์มคอนซูเมอร์ขนาดใหญ่มาแล้วจึงมีต้นทุนตายตัว และสามารถพัฒนาแพลตฟอร์มคอนซูเมอร์ที่รองรับปริมาณผู้ใช้งานจำนวนมากได้ ดังนั้นในด้านเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องน่ากังวล
ด้าน “โดม เจริญยศ” นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ได้เข้าไปทดลองใช้งานระบบในเบื้องต้นพบว่าเป็นแอปพลิเคชั่นที่เทียบเท่ากับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายยักษ์จากต่างประเทศได้ ซึ่งน่าสนใจ และไม่ค่อยได้เห็นแอปลักษณะนี้ของคนไทย
“ตัวระบบเท่าที่ลองใช้ดูให้คะเเนนเต็มร้อย ในเชิงเทคโนโลยีเบื้องหน้าคิดว่าแข่งขันได้แน่ แต่ลีลาการดึงดูดผู้ใช้งาน ระบบคูปองร้านค้า และอื่น ๆ เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจจะดึงดูดผู้ใช้เข้ามาได้อย่างไรบ้าง ส่วนเรื่องอัลกอริทึ่มคิดว่าแพลตฟอร์มต้องมีกลไกพื้นฐานบางอย่างเพื่อแสดงผลหน้าเว็บไซต์ อาจเป็นการแสดงผลตามสินค้าขายดี, ความนิยม, ตามที่ผู้ใช้งานชอบ กดถูกใจ หรือเข้าชมบ่อย เป็นต้น เป็นอัลกอริทึ่มที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อการแสดงผล”
สำหรับสินค้าที่วางขายในไทยมาร์ท “พันธ์ธวัช” ระบุว่า ต้องการแสดงความแตกต่างโดยการโปรโมต “ของแท้” เน้นสินค้าลิขสิทธิ์ และของแท้ 100% หากโดนร้องเรียนเรื่องของปลอมสินค้าจะโดนถอดออกทันทีภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักช็อปไทยที่ขยาดกับสินค้าลอกเลียนแบบ
เร่งใช้ Affiliate ปิดจุดบอด
“พันธ์ธวัช” กล่าวว่า เมื่อแพลตฟอร์มเก็บค่า GP ต่ำ และมีการคัดกรองคุณภาพสินค้าทำให้ราคาขายสุดท้ายของสินค้าบน Thaimart น่าจะสู้กับแพลตฟอร์มต่างชาติได้ ทั้งยังมีระบบดูแลช่วยเหลือด้วยภาษาไทย และคนไทย 24 ชม. ไม่ต้องคุยกับ “เอไอ”
เพื่อให้ประสบการณ์ในการใช้งานดีกว่า
สำหรับโรดแมปการโปรโมตแพลตฟอร์มในเดือนกันยายนจะเริ่มใช้ระบบ Affiliate หรือระบบนายหน้าปักตะกร้าเพื่อดึงเครือข่ายครีเอเตอร์มาช่วยร้านค้ากระจายสินค้า รวมถึงระบบเก็บเงินปลายทาง COD และระบบรีวิวสินค้า ซึ่งต้องจับตาว่าจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแฝงไปกับค่าคอมมิชชั่นจากการขายหรือไม่