อิหร่าน-สหรัฐ ‘ระอุ’ รอบใหม่ บีบ ‘เฟด’ แข็งกร้าวเงินเฟ้อ
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
สหรัฐอเมริกาและอิหร่านลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกันเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งประกอบด้วยเงื่อนไข 14 ข้อ โดยระหว่างนี้ทุกฝ่ายจะหยุดยิงชั่วคราว ไม่มีปฏิบัติการทางทหาร หรือใช้กำลังใด ๆ ต่อกันเป็นเวลา 60 วัน เพื่อใช้เวลา 60 วันนี้เจรจารายละเอียดเพื่อให้ได้ข้อสรุปสุดท้าย
ขณะที่ฝ่ายอิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สามารถเดินเรือได้อย่างปลอดภัยและเสรี และฝ่ายสหรัฐก็จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล พร้อมทั้งยกเลิกการแซงก์ชั่นน้ำมันอิหร่านชั่วคราว ซึ่งหมายถึงอิหร่านสามารถขายน้ำมันให้กับประเทศต่าง ๆ ได้
หลังจากมีการลงนาม MOU นักวิเคราะห์บางส่วนได้แสดงความกังวลว่า เนื่องจากเป็นเพียง MOU ไม่ใช่ “สัญญา” ดังนั้นสถานะของมันจึงไม่หนักแน่นมั่นคง หากแต่มีความ “เปราะบาง” อย่างยิ่งที่พร้อมจะถูกละเมิดได้ทุกเมื่อ
ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น เพราะหลังจากเซ็น MOU ได้เพียงสัปดาห์เดียวก็เกิดเหตุการณ์โจมตีเรือสินค้าสิงคโปร์ในวันที่ 25 มิถุนายน ขณะที่เรือดังกล่าวกำลังแล่นอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซจนได้รับความเสียหาย ซึ่งสหรัฐระบุว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน เหตุการณ์นี้ทำให้องค์การทางทะเลระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (IMO) ระงับแผนการอพยพลูกเรือและเรือจำนวนมากที่ตกค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ขณะเดียวกันสหรัฐได้ยิงถล่มเป้าหมายทางทหารของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นการตอบโต้
ล่าสุดวันที่ 7 กรกฎาคมอิหร่านได้ละเมิด MOU อีกครั้ง ด้วยการโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำ ซึ่งมีเรือของกาตาร์และซาอุดีอาระเบียอยู่ด้วยขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ฝ่ายสหรัฐลงโทษด้วยการถล่มเป้าหมายในอิหร่าน 80 กว่าจุด ซึ่งอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยวิธีเดิม คือยิงถล่มเป้าหมายทางทหารของสหรัฐที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐอย่างบาห์เรนและคูเวต
ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐนับจากการเซ็น MOU อีกทั้งสหรัฐได้ประกาศแซงก์ชั่นน้ำมันอิหร่านอีกครั้ง ด้วยการยกเลิก “คำอนุญาต” ที่ให้อิหร่านขายน้ำมันได้ ถือเป็นการลงโทษทั้งด้านเศรษฐกิจและทหารพร้อมกันต่ออิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พูดชัดว่าสหรัฐไม่ต้องการจะทำข้อตกลงใด ๆ กับอิหร่านอีก “ผมคิดว่ามันจบแล้ว”
ความตึงเครียดที่กลับมาอีกรอบ ทำให้ราคาน้ำมันดิบส่งมอบล่วงหน้าเดือนสิงหาคม ทั้งน้ำมันดิบเบรนต์และ WTI พุ่งขึ้นประมาณ 3% และผลตอบแทนพันธบัตร (ยีลด์) สหรัฐอายุ 10 ปี ขยับขึ้น 0.02 จุด ไปอยู่ที่ 4.549%
แอนดรูว์ แจ็กสัน นักกลยุทธ์ของ Ortus Advisors ชี้ว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นและผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น มีแนวโน้มว่าจะบังคับให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีท่าที “แข็งกร้าว” (Hawkish) มากขึ้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ทั้งนี้ตนเห็นว่า สำหรับอิหร่านไม่เป็นเรื่องฉลาดเลยที่หวังจะทำข้อตกลงกับสหรัฐ ด้วยการใช้ความได้เปรียบเรื่องที่สหรัฐใกล้จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนมากดดัน
สหรัฐมีกำหนดเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ดังนั้นความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น จะส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีทางการเมืองต่อรัฐบาลทรัมป์ อิหร่านจึงเชื่อว่าตนเองมีอำนาจต่อรองเหนือกว่า เพราะอิหร่านไม่มีแรงกดดันทางการเมืองเหมือนทรัมป์ ส่วนทรัมป์เคยพูดดักคอไว้ก่อนแล้วว่า อิหร่านอย่าหวังใช้เรื่องการเลือกตั้งกลางเทอมมาข่มขู่ เพราะตนไม่สนใจ
แน่นอนว่าแต่ละครั้งที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดก่อน ในครั้งนี้ก็เช่นกัน อิหร่านได้กล่าวหาว่าสหรัฐเป็นฝ่ายละเมิด โดยรอบนี้อิหร่านก็กล่าวหาว่าสหรัฐละเมิดด้วยการยกเลิกการอนุญาตให้อิหร่านขายน้ำมันที่ระบุไว้ใน MOU ข้อ 10 ที่ว่าสหรัฐจะยกเลิกการแซงก์ชั่นอิหร่าน แต่อิหร่านไม่ยอมกล่าวถึงกรณีที่ตัวเองละเมิด MOU ข้อที่ 5 ที่ระบุว่าจะยอมให้เรือพาณิชย์ต่าง ๆ แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย
สำนักข่าวอัลจาซีร่าของกาตาร์รายงานว่า สาเหตุที่ทำให้อิหร่านและสหรัฐต่างโทษอีกฝ่ายว่าละเมิด MOU ก่อน เป็นเพราะมีการ “ตีความ” MOU ที่ต่างกัน ในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ โดยสหรัฐจะทำการนำทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยใช้เส้นทางทิศใต้ซึ่งสหรัฐควบคุมอยู่ แต่อิหร่านนั้นไม่ยอมให้เรือลำใดผ่าน หากไม่ได้ใช้เส้นทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นเส้นที่อิหร่านต้องการมากกว่า ขณะเดียวกันเรือต่าง ๆ ไม่สามารถใช้เส้นทางปกติซึ่งอยู่ตรงกลาง เนื่องจากเชื่อว่าอิหร่านยังวางทุ่นระเบิดไว้
อัลจาซีร่าชี้ว่า ในขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐมีความเปราะบาง เศรษฐกิจอิหร่านก็มีท่าทีว่าจะใช้เวลาอีกยาวไกลในการฟื้นตัว ต่อให้มีการกลับมาเจรจาสันติภาพกับสหรัฐอีกรอบหลังจากพิธีศพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผ่านพ้นไปก็ตาม เพราะเศรษฐกิจได้รับความเสียหายหนักจากการถูกสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอย่างต่อเนื่อง ยังไม่นับเรื่องที่เศรษฐกิจอิหร่านถูกบริหารจัดการผิดพลาดและคอร์รัปชั่นมาก่อนหน้านั้นหลายปี รวมทั้งการประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชนเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ที่มีคนเสียชีวิตหลายพันคน
ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์สถิติแห่งอิหร่าน ตามปีปฏิทินเปอร์เซีย สิ้นสุดวันที่ 21 มิถุนายน แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 88.6% สูงสุดนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เฉพาะเงินเฟ้อที่เกี่ยวกับอาหารทะยานขึ้น 134% อัตราว่างงาน 7.5% ส่วนอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ ณ วันที่ 20 มีนาคมตามข้อมูลของธนาคารกลางอิหร่านระบุว่าติดลบ 0.7% ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศเคยประเมินว่า จีดีพีของอิหร่านปี 2026 จะติดลบ 6.1%
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นบางส่วนมีแนวโน้มว่าจะคงอยู่ในระยะยาว เพราะโรงงานต่าง ๆ สูญเสียเครื่องจักรไปแล้ว เช่นเดียวกับสินค้าคงคลัง การนำเข้าสินค้า คนงาน แรงงาน เงินทุน และการเข้าถึงพลังงาน การจะกลับมาเปิดใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย อาจต้องใช้เวลาหลายปี