เงินไหลเข้าหุ้นแบงก์ 5 แสนล้าน KTB ผงาดมาร์เก็ตแคปสูงสุด “ผยง” ประกาศแนวรบใหม่
จับตาหุ้นแบงก์ทำผลงานดีกว่าภาพรวมตลาด ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง เผย 6 เดือนแรกปีนี้เงินเข้ากว่า 5.7 แสนล้าน ดันมาร์เก็ตแคปกลุ่มแบงก์พุ่งแตะ 2.85 ล้านล้าน โบรกเกอร์ชี้หลายปัจจัยหนุน ทั้งแรงเก็งกำไรก่อนประกาศงบฯ Q2 – ตัวเลขลงทุนเอกชนฟื้น – อานิสงส์เงินออกจากอินโดฯ เข้าหุ้นไทย KTB ผงาดมาร์เก็ตแคปกระโดดขึ้นอันดับ 1 “ผยง ศรีวณิช” ชี้สะท้อนนักลงทุนเชื่อมั่น ผลสำเร็จการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเกมคู่ขนาน “Krungthai Next” และ “เป๋าตัง” ซีอีโอกรุงไทยประกาศเป้าหมายต่อไปสร้าง Regional Footprint หาโอกาสใหม่
ครึ่งปีเงินเข้าหุ้นแบงก์ 5 แสน ล.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยกลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ดัชนีมายืนอยู่ที่ระดับ 1,600 จุด ขณะที่มูลค่าบริษัทตามราคาตลาด (Market Cap) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทะลุ 20.4 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ถือว่าเป็นหนึ่งกลุ่มที่มีฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ โดยจากสิ้นปี 2568 หุ้นกลุ่มแบงก์ (12 ธนาคาร) มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 2.28 ล้านล้านบาท และล่าสุด ณ วันที่ 6 ก.ค. 2569 มาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท เท่ากับว่าช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มาร์เก็ตแคปหุ้นกลุ่มแบงก์เพิ่มขึ้นมาประมาณ 5.76 แสนล้านบาท
โดยสิ้นปี 2568 มาร์เก็ตแคป 4 แบงก์ใหญ่ อันดับ 1 คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) มูลค่า 468,027 ล้านบาท, ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มูลค่า 460,834 ล้านบาท, ธนาคารกรุงไทย (KTB) มูลค่า 394,823 ล้านบาท และธนาคารกรุงเทพ (BBL) มูลค่า 323,548 ล้านบาท
เทียบกับมาร์เก็ตแคปล่าสุด ณ วันที่ 6 ก.ค. 2569 อันดับ 1 คือ KTB มูลค่า 548,560 ล้านบาท, KBANK 542,576 ล้านบาท, SCB 510,116 ล้านบาท และ BBL มูลค่า 363,634 ล้านบาท โดยจากข้อมูลจะเห็นว่ามูลค่าตามราคาตลาดของทุกธนาคารปรับเพิ่มขึ้น แต่ธนาคารกรุงไทยมีการปรับขึ้นอย่างโดดเด่นจากราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปีเกือบ 40% แม้ในแง่ทรัพย์สินธนาคารกรุงไทยอาจไม่ใช่อันดับหนึ่ง แต่การที่ธนาคารกรุงไทยมี Market Cap ใหญ่ที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางการเงิน แต่สะท้อนถึงความสำเร็จและการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ในหลายมิติ

“ผยง” นโยบายมาถูกทาง
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แบงก์กรุงไทยสามารถขึ้นมาเป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) ใหญ่ที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ก่อนครบรอบวันเกิดธนาคาร 60 ปี (13 มีนาคม) การที่หุ้นมีมูลค่าสูงที่สุดสะท้อนว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนองค์กรมาถูกทิศทางแล้ว และสามารถสร้างการเติบโตที่ต่อเนื่องและยั่งยืน (Continuous Growth) โดยเฉพาะความสามารถในการเติบโตอย่างต่อเนื่องหลังจากผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19
“ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านของธนาคารกรุงไทย ที่แสดงให้เห็นว่าธนาคารสามารถเร่งตัวขึ้นมาจนแซงหน้าคู่เทียบได้สำเร็จ จากปกติธนาคารพาณิชย์4 แบงก์ใหญ่ มาร์เก็ตแคปของกรุงไทยจะอยู่อันดับบ๊วย แต่หลังออกจากโควิด KTB เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารสามารถที่จะสร้างการเติบโตต่อเนื่องและยั่งยืนได้ และวันนี้ก็สะท้อนอยู่ในมูลค่าขององค์กร ซึ่งเรื่องนี้ตลาดเป็นผู้ตัดสิน ถือเป็นหนึ่งความสำเร็จในการดำเนินนโยบายขององค์กรที่วัดผลได้ชัดเจน”
ซีอีโอ KTB สะท้อนว่า ถือเป็นผลลัพธ์จากการทำ Digital Transformation ความสำเร็จนี้เป็นผลจากการลงทุนมหาศาลด้านไอที เพื่อสร้างความสามารถทางดิจิทัล ให้สามารถแข่งกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่รายอื่นได้ โดยเฉพาะการใช้ยุทธศาสตร์แบบคู่ขนานทั้งระบบปิด (Krungthai Next) และระบบเปิด (เป๋าตัง) ทำให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง พร้อมกับการสร้างความเชื่อมั่นจากสาธารณชน เป็นการสะท้อนความสำเร็จในการหมุนหัวเรือขององค์กร จากเดิมที่เคยมีกระแสลบต่อองค์กรสูงมากเมื่อหลายปีก่อน จนสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้กลายเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทย
โจทย์ใหม่ KTB สู่ภูมิภาค
นายผยงระบุว่า ความสำเร็จนี้เป็นสิ่งที่น่าดีใจได้แป๊บเดียว และเป็นโจทย์ท้าทายต่อไป (What’s Next) ว่าจะทำอย่างไรให้ธนาคารมีพลังเพียงพอที่จะก้าวเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ในระดับภูมิภาค (Regional Footprint) ท่ามกลางภาวะสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยเฉพาะในบริบทของเศรษฐกิจนอกระบบที่สูงมากอันดับท็อปของโลก ถึง 48% ของจีดีพี ต้องสร้าง Productivity ให้สูงขึ้นด้วยเทคโนโลยี และที่สำคัญคือต้องก้าวสู่ Regional Footprint เพื่อให้เกิด Regional Connectivity เพื่อที่จะขยายไปสู่ตลาดใหม่ ๆ
“เป็นความท้าทายของธนาคารกรุงไทย เพราะเราเป็น Domestic Bank มีสาขาต่างประเทศน้อยมาก ขณะที่ตลาดในประเทศก็อยู่ในจุดที่ค่อนข้างสูงสุดแล้ว ในภาวะเที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ ประชากรลดลง ดังนั้นถึงจุดที่ต้องมองว่าจะทำอย่างไรให้มีพลังในการก้าวสู่ The Next Cycle”

โบรกฯ ชี้หลายปัจจัยหนุน
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้หุ้นแบงก์ปรับตัวขึ้น และมีแนวโน้มทำผลงานดีกว่าตลาด (Outperform) ส่วนหนึ่งมีปัจจัยฤดูกาลที่จะมีการเก็งกำไรหุ้นแบงก์ ก่อนจะประกาศงบฯ การเงิน ไตรมาส 2/2569
ปัจจัยต่อมาก็คือ ระยะหลังนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนหุ้นไทยมากขึ้น ชัดเจนที่สุดก็ตั้งแต่มีการประกาศอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาสแรกที่เติบโตได้เกินคาดที่ 2.8% ต่อปี และต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ปรับคาดการณ์จีดีพีปีนี้จะเติบโตดีขึ้นด้วย นี่ถือเป็นปัจจัยเชิงพื้นฐานที่ดีขึ้น
อีกปัจจัยก็คือ ตัวเลขการลงทุนเอกชนที่ไม่ค่อยดีมาหลายปีก็ดีขึ้นมากในปีนี้ จากที่หลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยจะพึ่งการใช้จ่ายลงทุนภาครัฐ บางช่วงก็ท่องเที่ยว บางช่วงก็ส่งออก แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวชัดเจน และจะฟื้นต่อเนื่อง
“เวลาที่การลงทุนเอกชนฟื้นจะทำให้มีเงินไหลเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งจะต่างจากเงินจากภาคท่องเที่ยวที่จะมาเป็นฤดูกาล”
อานิสงส์เงินไหลจากอินโดฯ
นายธนเดชกล่าวอีกว่า ยังมีปัจจัยที่สินเชื่อแบงก์ที่คาดว่าปีนี้ที่จะเติบโตได้อย่างแน่นอน หลังจากไม่โตมา 3 ปี ชี้ให้เห็นว่ารายได้ฟื้น เพียงแต่การฟื้นไม่ได้ฟื้นที่คนตัวเล็ก แต่ไปฟื้นที่รายใหญ่ อย่างสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนภาคเอสเอ็มอีกับรายย่อยอาจจะยังไม่ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามในภาพรวมแบงก์ก็มีรายได้ดีขึ้น ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยแม้จะยังไม่ปรับขึ้นแต่ก็ไม่น่าลดลงแล้ว
ขณะที่อีกปัจจัยสำคัญคือ เรื่องกระแสเงินทุนที่ไหลออกมาจากประเทศอินโดนีเซีย จากที่มีปัญหาภายในประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กลุ่มแบงก์ได้ประโยชน์ ทั้งในเชิงพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และได้เซนติเมนต์ของตลาดหุ้นในต่างประเทศ แล้วพอหุ้นขึ้นแบงก์ก็ได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมตลาดหุ้นด้วย ทำให้ได้อานิสงส์รายได้จากตลาดทุนด้วย
“วันนี้หุ้นไทยน่าสนใจ เพราะธีมหลักของโลกมาเล่นเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กับ Data Center ซึ่งประเทศที่มีฟันด์โฟลว์เข้ามากที่สุด รองจากเวียดนาม ก็น่าจะเป็นประเทศไทย โดยเฉพาะเทรนด์ Data Center มองว่าจะรุ่งเรืองไปอีกช่วง 3 ปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย ซึ่งมีหุ้นหลายตัวที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงคาดว่ารอบนี้จะเป็นรอบใหญ่ที่เงินไหลเข้าประเทศไทย”
KTB ปันผลสูงสุดแบงก์ใหญ่
นายธนเดชกล่าวว่า ในบรรดาหุ้นแบงก์หุ้น KTB ถือว่าโดดเด่น เนื่องจากมีการจ่ายเงินปันผลดีที่สุดในปี 2568 โดยคิดเป็น Dividend Yield (อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน) เกือบ 10% ซึ่งปีนี้ก็คาดว่า KTB น่าจะยังจ่ายเงินปันผลระดับสูงได้อยู่
“KTB แข็งแรงขึ้นมาก เพราะกันสำรองมาเยอะมาก แต่ปีนี้กำไรอาจจะทรง ๆ แต่ปีหน้า KTB จะกลับมาเติบโตดีขึ้นจากดอกเบี้ยที่จบขาลงแล้ว โดยปีนี้แบงก์ที่กำไรเด่นคือ KKP โดยราคาหุ้นขึ้นไปเกิน 100 บาทแล้ว”
โดยปัจจุบัน KTB มีมาร์เก็ตแคปอันดับ 1 แซงหน้า KBANK กับ SCB แล้ว จากความสามารถในการทำกำไรหรือ ROE ที่ทำได้ดีที่สุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่ ขณะที่การจ่ายเงินปันผลก็ดีมาก ทำให้ผู้ถือหุ้นแฮปปี้
“วันนี้ผมว่าเกมการแข่งขันของแบงก์พาณิชย์เปลี่ยนไปแล้ว KTB สามารถทำผลงานได้ดีขึ้นมาก ภายใต้การบริหารของคุณผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่คนปัจจุบัน และทีมงาน ปัจจุบัน KTB มีความเก่งในเรื่องดิจิทัลโดยแอปพลิเคชั่นเป๋าตังมีคนใช้งานมากถึงกว่า 40 ล้านคน สูงสุดในบรรดาแบงก์ไทย และยังสามารถทำอะไรได้อีกมาก นอกจากนี้ยังจับมือพันธมิตรให้บริการ Virtual Bank ซึ่งเป็นอีกตลาดที่จะต้องติดตามต่อไป”