“บล.เอเซีย พลัส” ประเมินปีนี้หุ้นแบงก์ยืนจ่ายเงินปันผลระดับสูง คาด 8 ธนาคารมีจ่ายปันผลระหว่างกาลด้วย มอง KTB เด่นสุด จาก Dividend Yield ที่ 5.9% พอร์ตสินเชื่อทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจ-รับอานิสงส์จากการลงทุนภาครัฐ
นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้คาดว่าหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะยังคงจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากสินเชื่อไม่ได้เติบโตสูงมาก ในขณะที่เงินกองทุนของแบงก์อยู่ระดับสูง ซึ่งหลายแบงก์น่าจะอยากให้ผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะยังฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไปก็ตาม โดยหลายแบงก์ก็น่าจะมีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลด้วย ดังนั้น การลงทุนช่วงนี้น่าจะเหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการรับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล
“ปีนี้แบงก์ก็ยังน่าจะจ่ายเงินปันผลสูงอยู่ เพราะว่า Dividend Payout Ratio ตัวนโยบายจ่ายเงินปันผลเทียบกับกำไรสุทธิ ยังมีช่องว่างให้เติมเข้าไปได้อยู่ ถ้าไม่คิดรวมการจ่ายเงินปันผลพิเศษ แบงก์ก็ยังจ่ายกันอยู่แถว ๆ 60% ก็ยังมี Room เพื่อประคองตัวเงินปันผลต่อหุ้นให้เท่ากับปีที่แล้วได้อยู่ เพราะหลาย ๆ แบงก์ก็เน้นเรื่องการบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งทิศทางนี้ก็ทำได้ดีต่อเนื่องมาสัก 3 ปีแล้ว โดยช่วงนี้สินเชื่อก็คงเติบโตในอัตราใกล้เคียงกับ GDP ประกอบกับฐานของเงินกองทุนของแบงก์ตอนนี้ค่อนข้างสูงเกินเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่พอสมควร ก็น่าจะรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลระดับสูงได้อยู่”
ทั้งนี้ ประเมินว่า แบงก์ใหญ่อย่างธนาคารกสิกรไทย (KBANK) บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) และธนาคารกรุงเทพ (BBL) รวมถึงกลุ่มทิสโก้ (TISCO) คาดว่าจะจ่ายเงินปันผลได้ที่อัตรา 2 บาทต่อหุ้น ขณะที่ธนาคารกรุงไทย (KTB) คาดจ่ายอัตรา 0.43 บาท ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) คาดจ่าย 1.50 บาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) คาดจ่าย 0.40 บาท และธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) คาดจ่าย 0.066 บาท
ขณะที่คาดการณ์การจ่ายเงินปันผลทั้งปีนี้ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า แบงก์น่าจะจ่ายได้เท่ากับปีที่แล้ว โดย KBANK น่าจะจ่ายที่ 12 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ที่ 6%, BBL ที่ 10 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 5.7%, SCB ที่ 9.92 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 7%, TISCO ที่ 7.75 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 6.8%, KKP ที่ 6 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 6.7%, KTB ที่ 2.07 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 5.9%, BAY ที่ 1.30 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 3.4% และ TTB คาดจ่ายที่ 0.136 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 5.9%
“สำหรับแบงก์ใหญ่ เราชอบในส่วนของ KTB ซึ่งแม้ว่า Dividend Yield จะอยู่ที่ 5.9% แต่กรุงไทยจะมีเรื่องพอร์ตสินเชื่อที่ลูกค้าหลักจะเป็นรัฐบาลกับข้าราชการ ทำให้ทนทานจากภาวะเศรษฐกิจได้ดีกว่ารายใหญ่อื่น ๆ ขณะเดียวกันแผนการลงทุนของรัฐบาลต่าง ๆ ที่จะออกมา ก็จะเป็นปัจจัยหนุน KTB ด้วย รองลงมาที่เราชอบ ก็จะเป็น KBANK กับ BBL”
นายภาสกรกล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการแบงก์ ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มาถึงไตรมาสแรกปีนี้ จะมีแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงตามอิทธิพลของดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลง โดยรอบหลังสุดที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยไป ก็คือเดือน ก.พ. 2569 ส่วนแนวโน้มระยะข้างหน้าที่มีปัจจัยที่เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบราคาน้ำมัน ก็น่าจะทำให้ กนง.คงดอกเบี้ยไว้ และจะทำให้ภาพของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่อาจจะทยอยฟื้นตัวได้ ในช่วงตั้งแต่ครึ่งปีหลังปี 2569 นี้ไป
“ปัจจัยเรื่องการลดค่าธรรมเนียม ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ดูแล้วไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมาก เพราะหลาย ๆ แบงก์ก็ปรับไปอยู่ในช่องทางดิจิทัลกันหมดแล้ว และรายการค่าธรรมเนียมที่จะปรับส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่รายการหลัก ขณะที่ปีนี้ค่าธรรมเนียมจากตลาดทุนน่าจะดี ซึ่งก็เป็นกลยุทธ์หลักของหลายแบงก์ที่อยากเพิ่มขารายได้จากธุรกิจเวลท์มาช่วยเสริม”