เรเว่-BYD อ้อนรัฐลดเหลื่อมล้ำ EV ปรับเกณฑ์จูงใจค่ายรถหันผลิตในประเทศ
เรเว่ กรุ๊ป – บีวายดีชูนโยบายขายรถเมดอินไทยแลนด์ หวังเพิ่มความแข็งแกร่งฐานผลิตโรงงานไทย มุ่งเน้น ทำตลาดรถ 5 โมเดลหลักรับความต้องการในประเทศและส่งออก หวังเพิ่มความแข็งแกร่งอีโคซิสเต็ม กระทุ้งรัฐพิจารณาเงื่อนไขภาษีรถอีวีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จูงใจค่ายรถหันประกอบในไทยแทนนำเข้า ส่วนปีนี้เชื่อขายแตะ 6 หมื่น
นายจิรศักดิ์ ชื่นอารมณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ไฟฟ้าบีวายดี (DYD) และเด็นซ่า (DENZA) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เรเว่ และบีวายดี พยายามส่งเสริมฐานการผลิตรถยนต์ที่ผลิตและประกอบจากโรงงานประเทศไทย สามารถส่งออกได้ด้วย ควบคู่ไปกับการเดินหน้าส่งเสริมการทำตลาดรถยนต์ที่ประกอบจากโรงงานระยอง เมดอินไทยแลนด์ (MIT) ได้แก่ BYD DOLPHIN, BYD ATTO 3, BYD SEAL5, BYD SEALION 5, BYD SEALION 6 ที่บริษัทมุ่งมั่นและเน้นในการทำตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยโรงงานมีกำลังผลิตที่ 150,000 คันต่อปี
“เราอยากทำให้อีโคซิสเต็มของตลาดประเทศไทยแข็งแรง รวมทั้งซัพพรายเชน โรงงานที่มีกำลังการผลิตค่อนข้างสูงแต่เรายังใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่วนตัวที่นำเข้า หรือ CBU ก็เหมือนพระรองที่เรานำเข้ามารองรับความต้องการของลูกค้าเช่นเดียวกัน” ทั้งนี้ เรเว่-บีวายดีให้ความสำคัญกับฐานการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมีความสำคัญที่สุด โดยบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ยอดขายรถ รถรุ่นต่าง ๆ ที่ประกอบในโรงงานในประเทศไทยนั้นสามารถมียอดขายมากที่สุดนั่นเอง
หากบริษัทสามารถผลิตรถได้ในปริมาณที่มากพอยังสามารถหล่อเลี้ยงโรงงานได้ แรงงานไทยในโรงงานที่มีกว่า 5,000 คน ยังคงมีงานทำต่อเนื่อง
ดังนั้นถือเป็นนโยบายของบริษัทที่เน้นการจำหน่ายรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
แต่ทั้งนี้ยังมีความเหลื่อมล้ำในเงื่อนไข กติกา การนำเข้ารถยนต์จากจีนเข้ามาจำหน่าย โดยเฉพาะค่ายรถบางรายที่ไม่มีการลงทุนฐานผลิตในประเทศไทย สามารถนำเข้ามาจำหน่ายโดยได้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีที่ไม่แตกต่างจากรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ตรงนี้อยากให้ภาครัฐกลับมาพิจารณาเงื่อนไข เพื่อก่อให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างรถยนต์ที่ประกอบในประเทศและรถยนต์นำเข้าจากจีนด้วย
“ทำอย่างไรก็ได้เพื่อทำให้ค่ายรถที่มีโรงงานประกอบในประเทศไทยมีความอยากผลิตรถยนต์ในประเทศไทย จีนเขามีเงินสำหรับการเข้ามาลงทุนอยู่แล้ว เพียงแต่เขามองว่าสิ่งที่เขาจะได้ประโยชน์จากการลงทุนมีมากน้อยแค่ไหน ถ้าเขาไม่ได้เห็นประโยชน์ตรงนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนเหมือนบางบริษัทที่นำเข้ามาจำหน่าย”
ขณะที่ปีนี้บริษัทยังคงยืนยันเป้าหมายยอดขายตามที่นายประธานวงศ์ พรกระภาพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ประกาศไปว่า 60,000 – 70,000 คัน เมื่อช่วงต้นปี
โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นยอดการจำหน่ายรถยนต์ DENZA ประมาณ 10% ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมปีนี้คาดว่าจะมียอดขายไม่น้อยกว่า 200,000 คัน มีส่วนแบ่ง 30% ของยอดขายรถยนต์โดยรวมที่ประมาณ 620,000 คัน มีความเป็นไปได้
แต่ทั้งนี้บริษัทก็อยากจะไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว เนื่องจากจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวม สถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่มีตัวเลขค่อนข้างสูง ทำให้บริษัทก็พยายามที่จะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวให้ได้
แม้ว่าจะผ่านมา 6 เดือนแรก ได้เผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแบตเตอรี่ ทำให้ต้องแย่งโควตารถกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ขณะเดียวกันผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาก ทั่วโลกต้องแย่งโควตาจากหลายๆ ตลาดทั่วโลก
“วันนี้ลูกค้าไม่ต้องใช้เวลารอรถนานบริษัทแม่ในจีนมีการบริหารจัดการให้อยู่ในภาวะปกติมากที่สุด”