เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หมายกำหนดการ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก หมายกำหนดการ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง
HAPPY26 เข้าเทรด LiVEx 23 ก.ย. ระดมทุน 31 ล้าน ขยายโกดัง-โรงงานสำเร็จรูป
Finance HAPPY26 เข้าเทรด LiVEx 23 ก.ย. ระดมทุน 31 ล้าน ขยายโกดัง-โรงงานสำเร็จรูป
ทิสโก้เปิดแผลเศรษฐกิจไทย ส่งออกโตแต่ผลิตไม่โต เสี่ยง “ซึมยาว” 10 ปี
Economic ทิสโก้เปิดแผลเศรษฐกิจไทย ส่งออกโตแต่ผลิตไม่โต เสี่ยง “ซึมยาว” 10 ปี
LINE MAN เตรียมอัดงบฯกระตุ้น ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เพิ่ม หลังรัฐบาลไปต่อเฟส 2
Business LINE MAN เตรียมอัดงบฯกระตุ้น ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เพิ่ม หลังรัฐบาลไปต่อเฟส 2
กรมส่งเสริมสหกรณ์ อัด 500 ล้าน ปั้น CDC เป็น “ฮับ” ภูมิภาค ดันยอดขายปี 69 แตะ 5,000 ล้าน
Economic กรมส่งเสริมสหกรณ์ อัด 500 ล้าน ปั้น CDC เป็น “ฮับ” ภูมิภาค ดันยอดขายปี 69 แตะ 5,000 ล้าน
เปิดประวัติ “สลักจิต พงษ์ศิริจันทร์” ว่าที่อธิบดีกรมสรรพากร คนใหม่
Finance เปิดประวัติ “สลักจิต พงษ์ศิริจันทร์” ว่าที่อธิบดีกรมสรรพากร คนใหม่
เกษตรฯ ยันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ไม่ตัดสิทธิเกษตรกร เก็บ-แลก-ขายได้
Economic เกษตรฯ ยันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ไม่ตัดสิทธิเกษตรกร เก็บ-แลก-ขายได้
ไทยปิดดีลเปิดตลาดลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง ดันยานยนต์-แผงวงจรเชื่อมห่วงโซ่จีน
Economic ไทยปิดดีลเปิดตลาดลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง ดันยานยนต์-แผงวงจรเชื่อมห่วงโซ่จีน
ราคาทองวันนี้ (22 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณ 68,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (22 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท ทองรูปพรรณ 68,800 บาท
สทนช.เตือน 22-26 ก.ย. เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันหลายภาค จับตาท้ายเจ้าพระยา 5 จังหวัด
Economic สทนช.เตือน 22-26 ก.ย. เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันหลายภาค จับตาท้ายเจ้าพระยา 5 จังหวัด
ดูทั้งหมด

ทิสโก้เปิดแผลเศรษฐกิจไทย ส่งออกโตแต่ผลิตไม่โต เสี่ยง “ซึมยาว” 10 ปี

22 ก.ย. 2569 | 18:07น.

ทิสโก้ห่วงจีดีพีไตรมาส 4 โตแค่ 1.2% ต่ำสุดในรอบปี ชี้ข้อกังวลส่งออกพุ่ง 20% แต่ภาคผลิตโตเพียง 0.1% หลังสินค้าจีนเข้ามาตีตลาด ประเมินเศรษฐกิจไทย เสี่ยงซึมยาว 10 ปี แรงงานลด พึ่งนำเข้าสูง ฉุดศักยภาพโต ส่วนภาพรวมโลกเข้าสู่ยุคหนี้สูง ยีลด์ขาขึ้น แรงหนุนเอไอลงทุน ช่วยดัน S&P 500 มีลุ้นแตะ 8,000 จุด

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า ประเมินภาพรวมอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาสที่ 4 จะเติบโตได้เพียง 1.2% เท่านั้น ต่ำที่สุดในรอบปี เนื่องจากต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น กำลังซื้อที่ซบเซา ปัญหาสินค้าจีนทะลักเข้าดึงกำลังซื้อในประเทศ และโจทย์เชิงโครงสร้างประชากรระยะยาว ประกอบกับจีดีพีในปีก่อนมีฐานที่อยู่ในระดับสูง และนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายกับคนละครึ่งพลัสที่รัฐให้งบประมาณสนับสนุน 1,000 บาทในเวลาสองเดือนอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้แรงกระตุ้นที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะต้องมาจากภาครัฐเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาสที่สี่ ถือเป็นไตรมาสแรกของงบประมาณในปี 2570 เพื่อทำให้มีเม็ดเงินของภาครัฐในโครงการต่างๆ ออกมากระตุ้น หรือภาครัฐมีการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในระดับ 1,000–2,000 บาทต่อคนต่อเดือน อาจช่วยผลักดันให้จีดีพีไตรมาส 4 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2% ได้ แต่การจะเร่งให้เติบโตถึงระดับ 3% กว่าเหมือนในปีก่อนยังคงเป็นเรื่องยาก

“กระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ มีการประเมินว่ารัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรและทยอยใช้างบประมาณอย่างระมัดระวัง โดยแบ่งงบไว้รองรับช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวซบเซา หรือช่วงโลว์ซีซั้น เช่น ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ เพื่อไม่ให้งบประมาณหมดไปก่อน”

อย่างไรก็ตามเมื่อประเมินจีดีพีไทยในไตรมาสที่ 4 จะขยายตัว 1.2% โดยเซกเตอร์ที่มีความน่ากังวลมากสุดจะเป็นอุตสาหกรรมและการผลิตของไทยกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหนัก แม้ในไตรมาสที่ 2 ตัวเลขการส่งออกรวมจะขยายตัวได้ถึง 20% แต่ภาคการผลิตจริงกลับเติบโตเพียง 0.1% เท่านั้น สัญญาณนี้สะท้อนว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้บริโภคภายในประเทศถูกทดแทนด้วยสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนที่เข้ามาผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

“ไตรมาส 2 จะเห็นว่าส่งออกโตไป 20% แต่ภาคการผลิตโตแค่ 0.1% หมายความว่าของที่เราผลิตใช้เองในประเทศแทบจะไม่โตเลย เราถูกแทนที่ด้วยสินค้าจีน ทุกวันนี้ซื้ออะไรกดในแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้า ก็เจอของจีนอยู่แล้ว ธุรกิจไทยสู้ยาก”

ทางด้านภาคเกษตรกรรมต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องมาจากสงครามในต่างประเทศ ซ้ำเติมด้วยปัญหาภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตลดลง ส่วนภาคบริการและการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์เดียวที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในไตรมาส 4 เนื่องจากตรงกับช่วง ไฮซีซั่น ประกอบกับมีการจัดกิจกรรม สัมมนา และคอนเสิร์ตใหญ่ ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคท่องเที่ยวและบริการ

อย่างไรก็ตามในด้านเสถียรภาพทางการเงินและคลัง หนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นปี คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 68% ของจีดีพี ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเพดานวินัยการเงินการคลังที่ไม่เกิน 70% ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 2%–2.4% ช่วยดึงสัดส่วนหนี้เอาไว้ ทำให้ภาครัฐยังพอมีช่องว่างบริหารจัดการก่อนที่จะไปปรับการจัดทำงบประมาณอีกครั้งในงบปี 2571

เตือนเศรษฐกิจซึมยาว 10 ปี

นายเมธัส กล่าวต่อว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายโครงสร้างที่มีการเรียกว่า Japanification หรือ ภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ เงินเฟ้อเริ่มฝืดต่อเนื่อง และกำลังแรงงานลดลง คล้ายกับสถานการณ์ของญี่ปุ่นในช่วงก่อนเข้าสู่ยุค The Lost Decade หรือ ทศวรรษที่สูญหาย แต่ความท้าทายไทยมากกว่า ทั้งประชากรวัยทำงาน ของไทยผ่านจุดสูงสุด (พีค) ไปแล้วและกำลังค่อยๆ ลดลง ส่งผลให้ในอนาคตจำนวนคนทำงานในประเทศจะน้อยลงเรื่อยๆ และต้องแบกรับภาระภาษีสูงขึ้น

สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปของไทยแตะระดับ 14% เท่ากับญี่ปุ่นแล้ว โดยระยะเวลาห่างกันเพียง 28 ปี อัตราการเกิดต่ำวิกฤต ซึ่งลดต่ำกว่าระดับ 2.0 และต่ำกว่าแนวโน้มของญี่ปุ่น ซึ่งหมายความว่าประชากรเด็กเกิดใหม่ของไทยจะลดลงเร็วยิ่งกว่าญี่ปุ่นในทศวรรษต่อจากนี้ รวมถึงกับดักรายได้ต่ำ

โดยญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รายได้ต่อหัว (GDP per capita) ของญี่ปุ่นสูงถึงประมาณ 37,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ของไทยในปัจจุบันอยู่ที่เพียงประมาณ 20,700 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งห่างกันเกือบครึ่ง สะท้อนชัดเจนว่าไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยที่ประชาชนและประเทศยังไม่รวย หรือเรียกว่า “แก่ก่อนรวย”

นอกจากนี้ตัวเลขการส่งออกภาพรวมจะดูเติบโตแข็งแกร่งเป็นตัวเลขสองหลัก แต่โครงสร้างภาคการผลิตไทยกลับเกิดภาวะ การส่งออกที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าสินค้าและชิ้นส่วนสูงขึ้นจาก 48% ในปี 2561 พุ่งขึ้นเป็นประมาณ 70% ในปัจจุบัน

โดยเมื่อพิจารณาดัชนีการผลิตอุตสาหกรรม (MPI) พบว่ากลุ่มอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ระบุว่าส่งออกสินค้าเกี่ยวกับเอไอได้ดีนั้น ดัชนีการผลิตจริงกลับอยู่ที่เพียง 71 ลดลงจากปีฐานถึง 30% สะท้อนว่าไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าไฮเทคเหล่านี้เอง ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) แม้จะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เป็นการลงในดาต้า เซ็นเตอร์ และดิจิทัล ซึ่งมีความต้องการใช้แรงงานต่อทุนลดลง ทำให้ไม่ช่วยเพิ่มการจ้างงานในประเทศ

ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “ซึมยาว” จนกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ซึ่งคาดว่าอาจต้องใช้เวลานานกว่า 10 ปี ในการฟื้นฟูศักยภาพการเติบโตมากกว่า 3% กับการฟื้นโครงสร้างประชากร และทำให้อัตราการเกิดใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตให้สูงขึ้นควบคู่กันไป อีกทั้งจำเป็นต้องเร่งนโยบายดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูง (High-skilled Foreigners) เข้ามาทดแทนประชากรวัยทำงานที่ลดลง แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญในปัจจุบันคือกฎระเบียบและเงื่อนไขของภาครัฐที่ยังคงตึงตัวและซับซ้อนเกินไป

“เรื่องนี้ 10 ปีในการกลับมาโตสูง ยังกลับยาก นอกจากลงทุนให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศมันสูงขึ้นแล้ว เราต้องแก้ปัญหาเรื่องประชากรด้วย ปัญหาเรื่องประชากรผมคิดว่าแก้ยาก”

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมทิสโก้ มีการปรับประมาณจีดีพีไทยในปี 2569 มาเป็น 2.1% ในปีนี้ จากวัฎจักรการลงทุนเอไอที่ขยายตัว และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัว รวมถึงการส่งออกและการลงทุนของภาคเอกชนที่ฟื้นตัวกว่าประเมินไว้

ยุคหนี้สูง คาดเฟด บีโอเจ และอีซีบี ปรับขึ้นดอกเบี้ย

นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า เมื่อประเมินโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่รัฐบาลมีภาระหนี้สูงขึ้น หรือ More Debt, Less Fiscal Space สะท้อนผ่านทิศทางบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูง โดยสำหรับสหรัฐ แม้หนี้สาธารณะจะอยู่ในระดับสูงกว่า 100% ของ GDP และรัฐบาลยังขาดดุลการคลังประมาณ 6% ของ GDP ต่อเนื่อง แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นวิกฤต เนื่องจากสหรัฐยังมีศักยภาพในการเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษี

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ฐานะการคลังของสหรัฐมีความเสี่ยงในระยะยาวมาจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่ ภาระรายจ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น รายจ่ายด้านสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างประชากร และภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามระดับหนี้และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยเฉพาะโครงสร้างประชากรสหรัฐที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้รายจ่ายด้านสวัสดิการ เช่น ค่ารักษาพยาบาลและประกันสังคม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่กองทุนประกันสังคมมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านเงินทุนในระยะข้างหน้า ส่งผลให้ภาระการคลังของรัฐบาลเพิ่มขึ้น และทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามระดับหนี้และต้นทุนทางการเงิน

สำหรับยุโรป ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากตลาดเริ่มกังวลต่อวินัยการคลัง แม้ฝรั่งเศสยังมีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี โดยส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรฝรั่งเศสเมื่อเทียบกับเยอรมนีปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความกังวลของตลาดต่อความเสี่ยงด้านการคลัง

โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของยุโรปที่มีการใช้จ่ายภาครัฐในระดับสูงและขาดดุลการคลังต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2562-2568 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปี 2568 รัฐบาลยังขาดดุลการคลังประมาณ 5% ของจีดีพี ปัจจัยสำคัญมาจากรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคม ทั้งค่ารักษาพยาบาลและการดูแลผู้เกษียณ

ขณะที่ฝรั่งเศสมีภาระภาษีอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ทำให้พื้นที่ในการเพิ่มภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ภาครัฐมีจำกัด และอาจเพิ่มภาระต่อภาคครัวเรือนและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ แม้รัฐบาลฝรั่งเศสจะมีแผนลดรายจ่ายและลดการขาดดุลในระยะข้างหน้า แต่ที่ผ่านมาแผนปรับลดรายจ่ายหลายส่วนดำเนินการได้ยาก ทำให้การขาดดุลจริงสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้

ทางด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ประมาณ 0.25% ในเดือน ธ.ค. นี้ เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานยังเร่งตัวขึ้น โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญจาก 3 ด้าน ได้แก่ นโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์ที่ผลักภาระต้นทุนนำเข้าสู่ผู้บริโภค การลงทุนด้านเอไอ ที่ส่งผลต่อราคาซอฟต์แวร์ ราคาชิปความจำ (Memory Chip) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเงินเฟ้อภาคบริการ ทั้งค่าบริการทางการเงิน ค่าประกันภัย และค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนธ.ค.นี้ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คาดว่าจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง จนแตะระดับ 1.75% ในช่วงกลางปีหน้า

ชี้โลกหลายขั้ว ลงทุนเอไอพุ่ง บอนด์ยีลด์ทั่วโลกปรับขึ้น

นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ “โลกหลายขั้วอำนาจ” ทำให้ประเทศมหาอำนาจเร่งลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี การผลิต และการค้า ส่งผลให้ความต้องการเงินทุนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอ เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของวัฏจักรเศรษฐกิจรอบใหม่ แต่อีกด้านกลับทำให้ “ต้นทุนของเงิน” หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

ดังนั้นจัดพอร์ตระยะยาวควรสร้างสมดุลระหว่างโอกาสสร้างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยง โดยตราสารหนี้ระยะยาวยังทยอยสะสมได้ จากอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจขึ้น แต่ยังไม่จำเป็นต้องเร่งลงทุน เนื่องจากดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่ ตราสารหนี้ระยะสั้นถึงกลาง ยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าในช่วงนี้ เนื่องจากมีความผันผวนด้านราคาต่ำกว่า

ขณะที่ สินทรัพย์เสี่ยงยังเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน ทั้งตราสารทุนและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนของโลก ทั้งเอไอ โครงสร้างพื้นฐาน และการเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน โดยสินค้าโภคภัณฑ์ยังช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและกระจายความเสี่ยงของพอร์ต ท่ามกลางความผันผวนจากทั้งเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และอุปทาน

คาดยีลด์ 5% ลุ้น S&P 500 แตะ 8,000 จุด

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Bond Yield) ได้ปรับขึ้นจากระดับ 4% ต้น ๆ มาอยู่ที่ 5% เป็นผลจากค่าชดเชยความเสี่ยง (Term Premium) ที่กลับเข้าสู่ระดับปกติราว 1% ประกอบกับการแข่งขันแย่งชิงเงินทุนระหว่างภาครัฐบาลที่ต้องการงบประมาณเพิ่มเพื่อขยายกองทัพ และภาคเอกชนที่เร่งลงทุนในดาต้า เซ็นเตอร์

ทำให้ประเมินกรณีฐาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ผ่านจุดสูงสุดแล้ว และมีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับ 5% ไปจนถึงสิ้นปี แต่ในกรณีเลวร้าย หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในรูปตัวเงิน (Nominal GDP) ที่เติบโตราว 6% ต่อปี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีโอกาสปรับขึ้นแตะ 6% ได้

“กรณีฐานมองว่าบอนด์ยิลด์น่าจะทรงตัวแล้วที่ 5% แต่ถ้ามองโลกในแง่ร้าย ถ้าเกิดคุมเงินเฟ้อไม่สำเร็จ ไม่สามารถดึงเส้น GDP ลงมาได้ บอนด์ยิลด์ก็มีโอกาสขึ้นไปแตะที่ 6% ได้เหมือนกัน”

สำหรับทิศทางดอกเบี้ย ทิสโก้คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ประมาณ 0.25% จากระดับปัจจุบัน ไปอยู่ที่ 4.25% ภายในสิ้นปีนี้ และจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับดังกล่าวไปจนถึงปลายปีหน้า ก่อนทยอยปรับลดลงในปี 2571

ขณะที่ประเด็นที่นักลงทุนกังวลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ระดับ 5% จะกดดันตลาดหุ้นให้ปรับฐานรุนแรงหรือไม่นั้น ผลกระทบไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ระดับ” แต่ขึ้นอยู่กับ “ความเร็ว” ในการปรับขึ้น โดยหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นมากกว่า 0.50% ภายใน 1 เดือน

โอกาสที่ตลาดหุ้นจะปรับฐานจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% และหากปรับขึ้นถึง 180 จุดฐาน (bps) โอกาสปรับฐานจะเพิ่มเป็น 75% หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลาดหุ้นยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ สะท้อนจากช่วงต้นปีที่บอนด์ยีลด์ขยับจาก 4% มาอยู่ที่ 5% แต่ตลาดหุ้นยังสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ต่อเนื่อง

“ผลกระทบของบอนด์ยิลด์ต่อตลาดหุ้น จริง ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเลเวล ไม่ได้ขึ้นว่าอยู่ที่ 4 5 หรือ 6% แต่ขึ้นกับว่าการเพิ่มขึ้นของบอนด์ยิลด์มันขึ้นเร็วหรือขึ้นช้า ถ้าค่อย ๆ ขึ้นไม่เป็นไร แต่ถ้ากระชากแรง ๆ ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงที่จะปรับฐาน”

นอกจากนี้ อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500) ปรับลดลงจาก 21 เท่า เหลือราว 19 เท่า หรือลดลง 8.5% สะท้อนว่าตลาดรับรู้ความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ไปมากพอสมควรแล้ว หากบอนด์ยีลด์ทรงตัวที่ 5% ตามคาด ดัชนี S&P 500 ณ สิ้นปี มีโอกาสปรับขึ้นสู่ระดับ 7,800-8,000 จุด

AI ยังไม่เข้าขั้นฟองสบู่แตก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัจจุบันกับวิกฤตฟองสบู่ในอดีต โดยโครงสร้างทางการเงินยังมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อเทียบกับวิกฤตหุ้นเทคโนโลยี (Dot-com) ในปี 2543 ขณะนั้นอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของตลาดอยู่ที่ประมาณ 25 เท่า ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีอย่าง Cisco อยู่ที่ 120 เท่า และ Microsoft อยู่ที่ 60 เท่า ส่วนปัจจุบัน P/E ของตลาดอยู่ที่ประมาณ 19 เท่า และ Microsoft อยู่ที่ราว 27 เท่า

ขณะที่วิกฤตสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้อยคุณภาพ (Subprime) ในปี 2551 เกิดขึ้นท่ามกลางการใช้เงินกู้และภาระหนี้ในระดับสูงของสถาบันการเงิน โดยมีอัตราการก่อหนี้ (Leverage) สูงถึง 30-40 เท่า ขณะที่ปัจจุบันกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscalers) เช่น Amazon, Microsoft, Meta และ Alphabet รวมถึง Nvidia มีอัตราการก่อหนี้ต่ำกว่า 2 เท่า

นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังมีฐานรายได้หลักและกระแสเงินสดจากธุรกิจอื่นรองรับการลงทุน เช่น เครื่องมือค้นหาออนไลน์ ธุรกิจโฆษณา และบริการประมวลผลบนระบบคลาวด์ (Cloud) ทำให้ประเมินว่า ความเสี่ยงที่การลงทุนเอไอจะลุกลามเป็นวิกฤตในระบบสถาบันการเงินแบบปี 2543 ยังอยู่ในระดับต่ำ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทิสโก้ เศรษฐกิจไทย