เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ส.ป.ก.เปิดผลตรวจ “ฐานเจ้าป่าแคมป์” บุรีรัมย์ ยันยังไม่ออก ส.ป.ก.4-01
Economic ส.ป.ก.เปิดผลตรวจ “ฐานเจ้าป่าแคมป์” บุรีรัมย์ ยันยังไม่ออก ส.ป.ก.4-01
“สุริยะ” สั่งชลประทานเฝ้าระวังฝนหนักทั่วประเทศ จับตาน้ำหลาก-ลุ่มต่ำ เจ้าพระยายังรับน้ำได้
Economic “สุริยะ” สั่งชลประทานเฝ้าระวังฝนหนักทั่วประเทศ จับตาน้ำหลาก-ลุ่มต่ำ เจ้าพระยายังรับน้ำได้
ทองร่วงหนักใกล้หลุด 4,300 เหรียญ ‘ECB’ ขึ้นดอกเบี้ย-ตัวเลข PPI สหรัฐเร่งขึ้น จับตา CPI คืนนี้
Finance ทองร่วงหนักใกล้หลุด 4,300 เหรียญ ‘ECB’ ขึ้นดอกเบี้ย-ตัวเลข PPI สหรัฐเร่งขึ้น จับตา CPI คืนนี้
อุตฯ ชู ONE MIND ด้าน “คูโบต้า” ส่งตัว SH-K1 รถตัดอ้อย รับเทรนด์อ้อยสด-โลว์คาร์บอน
Economic อุตฯ ชู ONE MIND ด้าน “คูโบต้า” ส่งตัว SH-K1 รถตัดอ้อย รับเทรนด์อ้อยสด-โลว์คาร์บอน
กยท.หั่นเป้ายาง EUDR เหลือ 9.08 หมื่นตัน ปิดช่องว่างดีมานด์จริง ดัน “Thai Traceability”
Economic กยท.หั่นเป้ายาง EUDR เหลือ 9.08 หมื่นตัน ปิดช่องว่างดีมานด์จริง ดัน “Thai Traceability”
ลุ้นหุ้นไทยวันนี้ Outperform ตลาดโลก ชูพลังงานเด่น รับน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์
Finance ลุ้นหุ้นไทยวันนี้ Outperform ตลาดโลก ชูพลังงานเด่น รับน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์
จับตาญี่ปุ่นทุ่ม 1 ล้านล้านเยน ดัน “อาหารใหม่” ตลาด 3 ล้านล้านเยน ชี้โอกาสทองธุรกิจไทย
Economic จับตาญี่ปุ่นทุ่ม 1 ล้านล้านเยน ดัน “อาหารใหม่” ตลาด 3 ล้านล้านเยน ชี้โอกาสทองธุรกิจไทย
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 650 บาท ทองรูปพรรณ 68,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 650 บาท ทองรูปพรรณ 68,700 บาท
สหรัฐขึ้นภาษีโดรน-ชิ้นส่วนสูงสุด 100% คต.เตือนผู้ส่งออกไทยเร่งเช็กพิกัด-วางแผนต้นทุน
Economic สหรัฐขึ้นภาษีโดรน-ชิ้นส่วนสูงสุด 100% คต.เตือนผู้ส่งออกไทยเร่งเช็กพิกัด-วางแผนต้นทุน
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ดูทั้งหมด

“พูนพงษ์” ชู Unlocking New Growth ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย

11 ก.ย. 2569 | 09:31น.

“พูนพงษ์” ชูแนวคิด Unlocking New Growth ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทยรับกติกาโลกใหม่ จากการแข่งขันด้วยต้นทุนและขนาด สู่ความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ ความเร็ว และการสร้างมูลค่า ชี้ 7 เดือนแรกส่งออกโต 18.2% แต่ SMEs กว่า 3.28 ล้านรายมีสัดส่วนส่งออกเพียง 14% จึงต้องเร่งยกระดับจาก Survive สู่ Scale เชื่อมเข้าสู่ Supply Chain โลก พร้อมดันภาคการผลิตจาก OEM สู่ ODM และ OBM เพื่อเก็บมูลค่า เทคโนโลยี และแบรนด์ไว้ในประเทศมากขึ้น

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ต่อการฟื้นเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนาใหญ่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ว่า โลกและกติกาการแข่งขันทางการค้าเปลี่ยนไปแล้ว การฟื้นเศรษฐกิจไทยจึงไม่สามารถหวนกลับไปใช้รูปแบบเดิมได้ แต่ต้องปลดล็อกศักยภาพที่ไทยมีอยู่ให้เข้าถึงตลาด สร้างมูลค่า และสร้างโอกาสใหม่

แนวคิดดังกล่าวคือ “Unlocking New Growth” ซึ่งจะใช้เป็นกรอบในการเชื่อมศักยภาพประเทศไทยเข้ากับตลาดโลก พร้อมดึงโอกาสจากตลาดกลับมาสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นภายในประเทศ

จากแข่งต้นทุน สู่ “ความมั่นคง-ความน่าเชื่อถือ”

นายพูนพงษ์กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายความเสี่ยงของประเทศต่าง ๆ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร

เมื่อแปลงเป็นโจทย์ของภาคธุรกิจ คือ “ตลาดเปลี่ยน ต้นทุนเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน กติกาเปลี่ยน และลูกค้าก็เปลี่ยน”

การแข่งขันจึงกำลังเคลื่อนจากการมุ่งต้นทุนต่ำที่สุด ไปสู่ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ จากการแข่งขันด้วยขนาด ไปสู่ความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว และจากการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างคุณค่า ประสบการณ์ มาตรฐาน และความไว้วางใจ

ไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับบทบาทเป็น “Trusted Partner” ที่น่าเชื่อถือ ยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว

ส่งออกโต 18.2% แต่ SMEs มีสัดส่วนแค่ 14%

นายพูนพงษ์ระบุว่า การประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่ควรมองเพียงตัวเลขมหภาค แต่ต้องดูว่าการฟื้นตัวกระจายไปถึงผู้ประกอบการกว้างเพียงใด และประเทศไทยสามารถเก็บมูลค่าจากการฟื้นตัวไว้ในประเทศได้มากน้อยแค่ไหน

ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกของไทยขยายตัว 18.2% ขณะที่ประเทศไทยมี SMEs กว่า 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด มีการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน

แต่ SMEs สร้าง GDP ราว 35% และมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกประมาณ 14% สะท้อนว่ายังมีช่องว่างในการยกระดับผู้ประกอบการรายเล็กให้เติบโต และผลักดันรายกลางให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

เป้าหมายคือเชื่อมผู้ประกอบการเหล่านี้เข้าสู่ตลาดและ Supply Chain ของโลกที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

เดิน 2 ขา “Stabilize-Transform”

นายพูนพงษ์กล่าวว่า ภาครัฐต้องทำงาน 2 ด้านควบคู่กัน ด้านแรกคือ Stabilize หรือสร้างความมั่นคง โดยดูแลสิ่งที่ยังเปราะบาง ทั้งค่าครองชีพ รายได้ ต้นทุน เสถียรภาพสินค้าเกษตร และการแข่งขันที่เป็นธรรม

ด้านที่สองคือ Transform หรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพ เพิ่มมูลค่า ใช้เทคโนโลยี กระจายตลาด และเชื่อม SMEs ในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน

อีกโจทย์สำคัญคือการยกระดับทักษะการผลิตของประเทศ จากผู้รับจ้างผลิต หรือ OEM ไปสู่การออกแบบและผลิตสินค้าเอง หรือ ODM และต่อยอดไปเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง หรือ OBM

“เพื่อให้มูลค่า เทคโนโลยี และแบรนด์เกิดและคงอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น”

ภาคธุรกิจสะท้อน 5 โจทย์ใหญ่

จากการรับฟังความคิดเห็นภาคธุรกิจ พบว่ามี 5 ประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ ตลาดและการใช้ประโยชน์จาก FTA, ต้นทุนและ Productivity, โอกาสของ SMEs, การแข่งขันที่เป็นธรรม และกฎระเบียบหรือขั้นตอนภาครัฐที่กลายเป็น “ต้นทุนเวลา” ของธุรกิจ

นายพูนพงษ์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จำเป็นต้องลดข้อจำกัดเหล่านี้ และขยายบทบาทให้มากกว่าการดูแลราคาสินค้า การเจรจา FTA หรือการส่งเสริมการค้าแบบแยกส่วน

วาง 3 บทบาทใหม่ “Stabilize-Connect-Unlock”

บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในระยะต่อไปจะอยู่บน 3 แกนหลัก ได้แก่ Stabilize ดูแลเสถียรภาพ, Connect เชื่อม Demand กับ Supply และเชื่อมผู้ประกอบการกับตลาด และ Unlock เปิดตลาด เพิ่มมูลค่า ลดข้อจำกัด พร้อมใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อลดต้นทุนและกระจายโอกาส

การปลดล็อกต้องเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ทั้งการยกระดับบริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล การเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ และการใช้ Data เพื่อกำกับดูแลให้ตรงจุด

เป้าหมายคือ “ลดเอกสาร ลดระยะเวลา ลดต้นทุน และเพิ่มความสะดวก” ในการประกอบธุรกิจ โดยกระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่นและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

เกษตร-อาหาร ต้องเปลี่ยนจาก “ปริมาณ” สู่ “มูลค่า”

สำหรับภาคเกษตรและอาหาร นายพูนพงษ์ระบุว่า ต้องขยับจากการแข่งขันด้วยปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า โดยใช้ Data และ Demand ของตลาดเป็นตัวนำ

ต้องเชื่อมข้อมูลผลผลิตเข้ากับตลาด พร้อมสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และเกษตรกร โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น

ดัน SMEs จาก “Survive” สู่ “Scale”

ในส่วน SMEs และธุรกิจชุมชน เป้าหมายไม่ใช่เพียงช่วยให้ผู้ประกอบการ “อยู่รอด” แต่ต้องสร้างเส้นทางจาก Start → Scale Up → Leader → Regional Player

เครื่องมือสำคัญประกอบด้วยทักษะ เทคโนโลยี มาตรฐาน แบรนด์ และการเข้าถึงตลาดใหม่ รวมถึงกลไก Big Brother Plus ที่เชื่อมรายเล็กเข้ากับธุรกิจขนาดใหญ่ ตลาดในและต่างประเทศ และ Supply Chain

พร้อมกันนี้ ต้องสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม ทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหานอมินี รวมถึงสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

จาก Export Growth สู่ Local Value Creation

อีกทิศทางสำคัญคือ การเพิ่มมูลค่าการส่งออกจาก “Export Growth” ไปสู่ “Local Value Creation”

แนวทางคือรักษาตลาดหลักควบคู่กับเปิดตลาดศักยภาพใหม่ ใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลจริง และทำตลาดเชิงลึกถึงระดับเมือง มณฑล หรือรัฐ

พร้อมเพิ่ม Local Content และ Local Value เชื่อม SMEs เข้าสู่ Global Value Chain และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ขยับจากผู้รับจ้างผลิตหรือขายวัตถุดิบ ไปสู่ Brand, Design, Technology และ Services ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

ปลดล็อกกฎระเบียบ-ปราบธุรกิจผิดกฎหมาย

นายพูนพงษ์กล่าวว่า รัฐยังต้องเร่งปรับกฎระเบียบให้ทันสมัยและเอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยบริการภาครัฐต้องไม่เพียงสะดวกและทันสมัย แต่ต้องรวดเร็วด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน การป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมายถือเป็นอีกเรื่องสำคัญ เพราะผู้ประกอบการทุกรายควรดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายและเงื่อนไขเดียวกัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและคุ้มครองผู้บริโภค

ดึงหอการค้า-สมาคมการค้าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ”

นายพูนพงษ์กล่าวว่า วิสัยทัศน์ Unlocking New Growth จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่สามารถเปลี่ยนไปสู่การปฏิบัติ โดยหอการค้าและสมาคมการค้าจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ

บทบาทขององค์กรภาคธุรกิจไม่ควรจำกัดเพียงเป็นตัวแทนสมาชิก แต่สามารถทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” ของแต่ละอุตสาหกรรม ตั้งแต่รวบรวมปัญหา สะท้อน Demand ยกระดับมาตรฐานและเทคโนโลยี เชื่อม SMEs กับตลาด แหล่งเงินทุน และบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงสร้างเครือข่ายและขยายผลไปยังผู้ประกอบการวงกว้าง

“ภาครัฐจะทำหน้าที่เปิดทาง ปลดล็อก และสร้างเครื่องมือ ส่วนภาคเอกชนจะเป็นพลังที่จะเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นธุรกิจและการเติบโตจริง หากทั้งสองฝ่ายทำงานบนโจทย์เดียวกัน ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนศักยภาพที่มีให้เป็น New Growth ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโตของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายพูนพงษ์กล่าว