สัญญาณเศรษฐกิจไทย ‘ไส้ในและภาพลวงตา’
บทบรรณาธิการ
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประกาศจีดีพีไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอจากตัวเลข 2.8% ของไตรมาส 1/69 และประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2.2% จากปี 2568 ขยายตัว 2.4% แสดงให้เห็นถึงความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่สามารถพลิกฟื้นได้ แม้จะมีมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งก็เป็นเพียงยาแก้ปวดที่อาจทำให้ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/69 ปรับตัวดีขึ้นบ้าง
ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงคือ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกที่มากกว่าคาด และภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง และคุณภาพสินเชื่อของธุรกิจ SMEs ที่ถดถอยลง จากตัวเลขหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) สูงถึง 9% ของสินเชื่อ
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดข้อมูลสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ พบว่า ไตรมาส 2/69 สินเชื่อกลุ่มธุรกิจ SMEs หดตัว 4.6% ซึ่งเป็นการ “ติดลบ” ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 สะท้อนว่าเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับเงินสินเชื่อจากแบงก์พาณิชย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง และดูแนวโน้มก็ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เพราะเอสเอ็มอีกลายเป็นกลุ่มเปราะบาง ที่เผชิญความเสี่ยงด้านเครดิตที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้
ประเด็นนี้ก็กลายเป็นวังวนปัญหาของผู้ประกอบการที่ไม่สามารถเข้าถึงเงินทุน หรือสินเชื่อในระบบ ขณะเดียวกันเป็นภาพสะท้อนว่า กลไกการจัดสรรเงินทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของไทยกำลังเผชิญความท้าทาย และเป็น “กับดัก” ที่ฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นฐานใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งในแง่จำนวนกิจการ การจ้างงาน และการกระจายรายได้ แต่เมื่อธุรกิจกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ลงทุน หรือปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจึงเป็นไปได้ยาก
ดังนั้นสินเชื่อเอสเอ็มอีที่หดตัวต่อเนื่อง 16 ไตรมาส ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาภาคการเงิน แต่คือสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจไทย เพราะปัญหาสินเชื่อหดตัวเกิดขึ้นอยู่ในสาขาต่าง ๆ ครอบคลุมทั้ง ภาคการผลิต ก่อสร้าง ขายปลีก/ขายส่ง และโรงแรมที่พัก
รัฐบาลกำลังมองหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ทั้งด้านดิจิทัล AI, Data Center, EV, เซมิคอนดักเตอร์ การดึงเงินลงทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ต้องไม่มองข้ามธุรกิจไทยที่เป็นฐานเศรษฐกิจเดิม เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมหาศาลอาจเป็นแค่ภาพลวงตา โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลอาจไม่ใช่การดึงเงินลงทุนใหม่ได้มากแค่ไหน แต่คือการกำหนดทิศทางประเทศ และจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถเติบโตและเปลี่ยนผ่านไปได้