เกษตรฯ ยันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ไม่ตัดสิทธิเกษตรกร เก็บ-แลก-ขายได้
กระทรวงเกษตรฯ ออกโรงชี้แจงข้อกังวลร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ และการเข้าร่วม UPOV 1991 ยืนยันไทยยังอยู่ระหว่างพิจารณา ยังไม่มีข้อสรุปเข้าร่วม พร้อมย้ำเกษตรกรรายย่อยยังเก็บเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสำคัญไว้ปลูกต่อได้ ขณะที่พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์ท้องถิ่น พันธุ์ที่เกษตรกรเก็บไว้เอง และพันธุ์การค้าทั่วไป ยังใช้ แลกเปลี่ยน และจำหน่ายได้ตามปกติ ไม่ต้องขออนุญาต พร้อมเปิดรับความเห็นต่อร่างกฎหมายถึงกลางปี 2570
นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกระแสในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยอาจเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV 1991 และข้อกังวลว่าจะกระทบสิทธิเกษตรกรนั้น ขอยืนยันว่าปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ และยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว

กรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาและหารือกับผู้มีส่วนได้เสียเพื่อทบทวนและปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2567 มีการจัด Focus Group มากกว่า 8 ครั้งทั่วประเทศ และในปี 2569 มีการประชุมใหญ่รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนอีก 2 ครั้ง ที่จังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพมหานคร
กระบวนการดังกล่าวมีทั้งการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช การให้ข้อมูลเกี่ยวกับ UPOV 1991 และการศึกษาแนวทางคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ของต่างประเทศ เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้เกิดความรอบคอบ
นายกฤษกล่าวว่า สำหรับข้อกังวลว่าเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อจะผิดกฎหมายหรือไม่ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ยังคงกำหนดให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ของพืชอาหารสำคัญ เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่วต่าง ๆ ไว้ปลูกต่อในแปลงของตนเองได้โดยไม่มีความผิด
ขณะเดียวกัน พันธุ์พืชพื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์ท้องถิ่น พันธุ์ที่เกษตรกรเก็บไว้เอง พันธุ์สาธารณะ รวมถึงพันธุ์การค้าทั่วไปทุกชนิดพืช ทั้งภายใต้กฎหมายปัจจุบันและร่างฉบับใหม่ เกษตรกรยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ
“จะไม่มีการออกกฎหมายจำกัดสิทธิเกษตรกรในการเก็บรักษา แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเมล็ดพันธุ์”
นายกฤษย้ำว่า ในกรณีพันธุ์ข้าวดั้งเดิมที่มีอยู่ในประเทศไทย ร่างกฎหมายฉบับใหม่จะไม่จำกัดขอบเขตการใช้พันธุ์ของเกษตรกร โดยยังสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพันธุ์ข้าวเหล่านั้นได้เหมือนเดิม ไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องขออนุญาต และไม่มีความผิด
สำหรับกระบวนการจัดทำร่างกฎหมาย ประชาชน เกษตรกร และผู้มีส่วนได้เสียยังสามารถแสดงความคิดเห็นได้ต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีเวลาในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชไปจนถึงช่วงกลางปี 2570
“พี่น้องเกษตรกรและประชาชนยังสามารถให้ความเห็นได้ตลอด กระทรวงเกษตรฯ ยินดีรับฟังข้อคิดเห็นในมิติต่าง ๆ เพื่อให้การจัดทำกฎหมายเกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร”
นายกฤษกล่าวว่า เป้าหมายของการปรับปรุงกฎหมายคือการส่งเสริมนักปรับปรุงพันธุ์พืชในประเทศ สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช เพิ่มปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณสมบัติดีให้เกษตรกรมีทางเลือกมากขึ้น รวมถึงแก้ปัญหาการขโมยพันธุ์และการปลอมแปลงเมล็ดพันธุ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตรไทย
ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การนำเสนอว่า UPOV จะสร้างผลเสียต่อเกษตรกรเพียงด้านเดียว อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว แต่ยังมีพืชมูลค่าสูง เช่น ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม และไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งล้วนมีองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาที่ควรได้รับการคุ้มครอง

นายอานนท์กล่าวว่า การตัดสินใจว่าประเทศไทยจะเข้าร่วม UPOV หรือไม่ ต้องยึดประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ทั้งในด้านการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้เกษตรกร และทำให้เมล็ดพันธุ์ดีและผลงานวิจัยของไทยได้รับการรับรองในระดับสากลอย่างถูกต้อง
ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าวยังได้พิจารณารับรองพันธุ์ข้าวใหม่จำนวน 7 พันธุ์ เพื่อประกาศให้ชาวนาใช้ขยายพันธุ์ต่อไป
ประกอบด้วย ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง 3 พันธุ์ ได้แก่ กข121 กข123 และหอมแม่โจ้ 91 ปี ข้าวเจ้าหอมไทยไวต่อช่วงแสง 2 พันธุ์ ได้แก่ หอมสยาม และสุวรรณภูมิ 1 ข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสง 1 พันธุ์ ได้แก่ กข28 และข้าวบาร์เลย์ 1 พันธุ์ ได้แก่ กขบ1
การรับรองพันธุ์ดังกล่าวดำเนินการตามระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยหลักเกณฑ์การรับรองพันธุ์ข้าว พ.ศ. 2560 เพื่อให้ชาวนานำไปใช้ขยายพันธุ์ รวมถึงพิจารณาความเหมาะสมในการขึ้นทะเบียนพันธุ์ตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และการยื่นขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542