SX2026 เสนอทางรอดชาวนาไทย ‘ลดต้นทุน-ตัดวงจรหนี้-สร้างตลาดใหม่’
ในงาน SX2026 ได้มีการเสนอทางออกให้ชาวนาไทยหลุดจากกับดักขาดทุนและหนี้สิน ทั้งการทำนาลดต้นทุนไม่พึ่งปุ๋ยเคมี การให้ท้องถิ่นช่วยตัดวงจรจ่ายเงินสด และการสร้างตลาด “ข้าวปราณีต” ให้ชาวนากำหนดราคาเองได้
ในงาน SX2026 บนเวทีเสวนา Talk Stage หัวข้อ “ทำอย่างไร? ข้าวไทยไม่ขาดแคลน ชาวนาไทยไม่ขาดทุน” ว่าที่ ร.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ทองดี และ ชุตยาเวศ สินธุพันธุ ร่วมชี้ว่าความมั่นคงด้านข้าวต้องแก้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงตลาด พร้อมย้ำให้องค์ความรู้เรื่องข้าวอยู่ที่ประเทศไทย ดำเนินรายการโดย ภฤชฎา ศรีเหนี่ยง รองประธานผู้ประกอบการหอการค้ารุ่นใหม่ (YEC) จังหวัดพิจิตร
ว่าที่ ร.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ทองดี เกษตรกรต้นแบบที่มี บทบาทสำคัญในการดูแลแปลงนาข้าวของมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผยถึงสาเหตุที่ชาวนาไทยติดกับดักการขาดทุน เขาเปรียบว่าเหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก เมื่อคนต้องการทรัพยากรเพิ่มขึ้น ชาวนาก็ต้องพึ่งปุ๋ยเคมี สารเคมี และพลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ ประกอบกับต้องสูบน้ำขังแปลงนาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยที่ชาวนาควบคุมไม่ได้มี 3 เรื่อง คือสภาพอากาศที่ร้อนสลับแล้งจนอาจกระทบข้าวตอนตั้งท้อง ราคาข้าวที่ต้องอิงตลาดโลก และการเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมือนซื้อหวย เพราะต้องตัดสินใจตั้งแต่ต้นฤดู แล้วลุ้นว่าอีก 3–4 เดือนราคาจะเป็นอย่างไร หากเก็บเกี่ยวช่วงความชื้นสูงก็ถูกกดราคาที่หน้าลาน อีกกับดักคือหนี้สิน ชาวนาถูกผูกไว้กับแหล่งทุนที่กำหนดว่าต้องขายข้าวให้ใคร ทำให้เป็นหนี้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำ และค่าไถ ย่ำนา หว่าน เกี่ยวข้าว ต้องจ่ายเงินสดตลอด
เขาเล่าว่าตัวเองเป็นคนที่โดนมาหนักกับวงจรนี้ จนต้องออกแบบการทำนาใหม่ทั้งระบบ เหมือนสร้างบ้านที่ต้องมีทุกห้อง ตั้งแต่ดิน น้ำ และพันธุ์ข้าว ให้เหมาะกับภูมิสังคมของตัวเอง
ปัจจุบันมีนวัตกรรมพันธุ์ข้าวจากทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้ผลผลิตจากเดิม 30–50 ถัง เพิ่มเป็น 70–80 ถัง แต่เทคนิคการทำยังพึ่งสารเคมี เขาจึงเลือกพันธุ์ข้าวที่ต้านทานโรคและเหมาะกับพื้นที่ โดยใช้พันธุ์ที่พัฒนาจากงานวิจัยของ สวทช. ซึ่งทนน้ำท่วม ในพื้นที่ของเขาท่วม 21 วันยังไม่เป็นไร
ฤดูกาลล่าสุดเขาทดลองทำนา 3 ไร่โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ไม่เผาฟาง ทำนาเปียกสลับแห้ง ปล่อยให้ดินแตกระแหงจริง ๆ ที่เขาเรียกว่าแกล้งข้าวและใช้วิธีดำนา เพราะนาหว่านมีปัญหาวัชพืช ก่อนปลูกต้องล่อให้วัชพืชขึ้นแล้วไถกลบ 2–3 ครั้ง ผลคือได้ 72.5 ถังต่อไร่ ใช้เวลาราว 110 วัน
นี่คือการทำนาคาร์บอนต่ำ และเล่าว่าเคยมีปีที่ทุ่งทั้ง 9 ตำบลไม่ได้รับน้ำเลย แต่ผลผลิตยังออกมาดี แสดงว่าข้าวดูแลตัวเองได้ ส่วนพันธุ์ข้าวแข็งอย่าง กข. ก็เป็นทางเลือก แต่ต้องออกแบบให้เหมาะกับพื้นที่ มิฉะนั้นจะกลับไปติดกับดักเดิม
ในส่วนของภาครัฐและท้องถิ่น เขาเสนอให้ อบต. กล้าบริหารจัดการ เช่น จัดบริการรถไถ รถย่ำนา รถเกี่ยวข้าวให้ชุมชน เพื่อไม่ให้ชาวนาต้องจ่ายเงินสดทุกขั้นตอน ตั้งคลังข้าวสารดูแลผู้สูงอายุ ตั้งคลังข้าวเปลือก รับซื้อข้าวในพื้นที่ และสนับสนุนการทดลองทดสอบ
“ชาวนาหลายรายยังเผาฟางเพราะต้องเร่งทำนาตามภาระหนี้”
ว่าที่ ร.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ฝากปิดท้ายถึงเกษตรกรให้มีความตั้งใจ ความประณีต ความภาคภูมิใจในคุณภาพ เรียนรู้ และออกแบบการปลูกให้เข้ากับภูมิศาสตร์ท้องถิ่น ฝากท้องถิ่นให้ช่วยตัดเกษตรกรจากวงจรหนี้ และร่วมสร้างมาตรฐานคุณภาพข้าวของท้องถิ่น
เศรษฐกิจสร้างสรรค์-ข้าวปราณีต
ชุตยาเวศ สินธุพันธุ จากสถาบันเกษตรกรรมและสถาปัตยกรรมธรรมชาติ เพื่อระบบนิเวศเมืองและชนบท (NAATURE) และเป็น Partner ของ Rice Hub มองว่าที่ผ่านมาปัญหาข้าวถูกแก้ด้วยเศรษฐกิจมหภาคเป็นหลัก เช่น ปล่อยเงินกู้และอุดหนุน แต่ยังไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์
ตอนที่ตนเป็นผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภูมิภาคอีสาน ลงพื้นที่วิจัยแล้วพบคุณลุงคุณยายที่ร้อยเอ็ดปลูกข้าว 289 สายพันธุ์ และหมู่บ้านที่สกลนครปลูกราว 300 สายพันธุ์ โดยเลือกให้เหมาะกับแต่ละแปลง ขณะที่ข้าวพันธุ์พื้นเมืองไทยมี 5,928 สายพันธุ์ เขาตั้งคำถามว่าอีกกว่า 5,000 สายพันธุ์หายไปไหน
เขาจึงเสนอใช้วิธีเดียวกับไวน์และกาแฟ คือสร้างตลาดผ่านการชิมและการอธิบายคาแรกเตอร์ เขาจัดงานชิมข้าวที่กรุงเทพฯ เมื่อกว่า 5 ปีก่อน ตั้งใจรับ 60 คน แต่มีคนมาหลายร้อย เมื่อโครงการเดิมสิ้นสุดและไม่มีหน่วยงานรับช่วง เขาลาออกมาทำเรื่องนี้เต็มตัว จากนั้นพัฒนา Rice Flavor Wheel โดยเชิญนักชิมกาแฟและวิสกี้มาร่วมชิม ปัจจุบันชิมแล้วราว 350–400 สายพันธุ์ และเล่าว่าเคยพบข้าวเหนียวแดงจากร้อยเอ็ดที่มีกลิ่นอบเชยชัดเจน
ตลาดนี้เขาตั้งชื่อว่า “ข้าวปราณีต” ตั้งใจให้เป็นคำที่ทั่วโลกใช้เรียกข้าวพิเศษ เหมือนที่ญี่ปุ่นมีคำว่าวากิว เพื่อให้องค์ความรู้อยู่ที่ประเทศไทย ปัจจุบันทำร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ มีเกณฑ์ 7 ข้อ เช่น วิถีอินทรีย์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีที่มาของสายพันธุ์ชัดเจน มีสมุดบันทึกการปลูก และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน
เป้าหมายคือให้ข้าวพิเศษมีปริมาณปลูกราว 5% ของทั้งประเทศ แต่ดันมูลค่าให้ได้ราว 20% ของมูลค่าข้าวทั้งหมด หรือราว 4 เท่าของข้าวทั่วไป โดยตั้งโจทย์ตั้งแต่วันแรกว่าต้องให้ชาวนาบอกได้ว่าอยากขายราคาเท่าไร โดยยกตัวอย่างข้าวเหนียวหอมของกลุ่มเกษตรกรกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นข้าวแรกที่ชาวนาขายได้ในราคาที่ตัวเองอยากขาย และตอนนี้เป็นข้าวสารที่ขายแพงที่สุด ขั้นต่อไปที่คิดไว้คือประมูลข้าวเป็นล็อต ปีที่แล้วในงานมีผู้ซื้อจากตะวันออกกลางสั่งทดลองข้าวหอมจากนครสวรรค์ 20 ตัน ตันละ 1 แสนบาท
เขาชี้ว่าการขายข้าวเป็นเมล็ดมีเพดานราคา จึงต้องต่อยอด ทีมกำลังวิเคราะห์ข้าว 100 สายพันธุ์ร่วมกับคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทำฐานข้อมูลให้เชฟหรือผู้ผลิตเครื่องสำอางเลือกใช้ได้ เมื่อข้าวเข้าสู่ตลาดยาหรือเครื่องสำอาง มูลค่าจะกระโดดจากหลักร้อยเป็นหลักพันบาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีไอเดียขายข้าวกล่องเล็กแยกการใช้งาน เช่น สำหรับต้ม สำหรับผัด
เรื่องตลาดต่างประเทศ เขาระบุว่าข้าวที่คนไทยมองว่าไม่อร่อย อาจเป็นข้าวที่ตลาดอื่นชอบ เช่น ตะวันออกกลางนิยมข้าวร่วนยาวแบบข้าวอินเดีย จึงต้องทำโปรไฟล์กลิ่นรส เขาเล่าว่าสิงคโปร์เสนอทุนก้อนใหญ่เพื่อเปิดสถาบันข้าวที่นั่น แต่เขาปฏิเสธ เพราะกังวลว่าองค์ความรู้จะไปอยู่ที่อื่นแล้วผู้อื่นจ้างปลูกและคุมการค้าข้าว และมองว่าอินโดนีเซียเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวเพราะมีพันธุ์ข้าวมาก
“ข้าวที่ดีต้องปลูกให้ถูกหลักภูมิศาสตร์ ยกตัวอย่างหมู่บ้านที่ปลูกข้าว 300 สายพันธุ์ในพื้นที่ไม่กี่พันไร่ และเล่าว่าจากการดูงานที่ญี่ปุ่น ชาวนาไม่ได้ปลูกข้าวอย่างเดียว แต่ต่อยอดเป็นสาเกและงานฝีมือจากฟาง แม้ไม่ร่ำรวยแต่ไม่เป็นหนี้จากระบบเศรษฐกิจ“
เขาจึงเห็นว่าการแก้ปัญหาข้าวต้องดูวิถีชีวิตทั้งหมดของคน ไม่ใช่แค่เมล็ดกับจำนวนเงิน และเสนอให้ผ่อนคลายข้อจำกัดของสุราชุมชน
ในส่วนหน่วยงาน เขาระบุว่ากระทรวงเกษตรฯ ดูแลผู้ผลิต กระทรวงพาณิชย์ดูแลผู้ขาย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สวทช. และ วช. ดูแลนวัตกรรมและงานวิจัย หากแต่ละหน่วยงานทำจุดของตนอย่างสอดคล้อง จะเกิดระบบนิเวศข้าวที่ครบวงจร ทีมกำลังทำแผนที่ระบบนิเวศข้าวและไล่คุยทีละหน่วยงาน มองระยะ 10–20 ปี และตั้งใจทำต่อไปอีกอย่างน้อย 30 ปี
ชุตยาเวศกล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าอนาคตจะมี AI อย่างไรคนก็ยังต้องกินข้าว หากไทยโฟกัสเรื่องนี้จริงจังก็เป็นมหาอำนาจด้านอาหารได้ และอาชีพกสิกรน่าจะเป็นอาชีพที่สำคัญที่สุดของประเทศ แต่ความภาคภูมิใจในอาชีพนี้เริ่มหายไปตามสภาพเศรษฐกิจ
ตนเชื่อว่าเกษตรกรจะยืนได้ด้วยตัวเองในฐานะผู้ปลูกข้าวที่ดีที่สุดส่งให้สังคมไทย



