เปิดบทเรียน 6 บิ๊กธุรกิจ จัดการ ‘อาหาร’ ที่ขายไม่หมด
ผู้บริหารจาก 6 องค์กรธุรกิจด้านอาหารและค้าปลีกของไทย ร่วมถ่ายทอดบทเรียนการจัดการอาหารที่ยังกินได้แต่ขายไม่หมด หรือที่เรียกว่าอาหารส่วนเกิน ในเวทีเสวนา “Thailand’s Food System Leaders : ผู้นำการขับเคลื่อนเพื่ออนาคตความยั่งยืนของระบบอาหารไทย” ภายในงาน SOS Thailand Awards 2026 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิสโกลาร์ส ออฟ ซัสทีแนนซ์ ประเทศไทย (SOS Thailand)
เริ่มที่ มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) บอกเล่าว่าสินค้าของบริษัทผลิตสดใหม่ทุกวันและมีอายุสั้น แม้วางแผนเพื่อให้เหลือน้อยที่สุด ก็ยังมีอาหารที่หมดอายุการขายหน้าร้านแต่ยังบริโภคได้ในแต่ละวัน บริษัทเริ่มส่งต่ออาหารกับ SOS เมื่อเดือนตุลาคม 2563 โดยเริ่มที่กรุงเทพฯ ก่อนขยายตามไปหัวหิน เชียงใหม่ และภูเก็ต ปัจจุบันมีกว่า 200 สาขา จากกว่า 400 สาขาทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ
เธอระบุว่าบริษัทให้ความสำคัญกับ 4 เรื่อง ได้แก่ โลจิสติกส์ที่วางเส้นทางรับอาหารร่วมกับ SOS ความปลอดภัยของอาหาร ทั้งการควบคุมอุณหภูมิและมาตรฐานการจัดการ รวมถึงการเลือกไม่บริจาคอาหารที่มีส่วนประกอบเสียง่าย การเก็บข้อมูลโดยให้แต่ละสาขาบันทึกชนิดและน้ำหนักอาหารก่อนบริจาค เพื่อใช้คำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์และตรวจสอบย้อนกลับได้ และการสื่อสารกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง
“ประเทศไทยยังมีอาหารส่วนเกินอีกมาก จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันส่งต่ออาหารที่เป็นประโยชน์ไปยังชุมชนที่ต้องการ”
KFC ชวนพนักงานร่วม
แจนเน็ต รุ้งสิทธิกุล หัวหน้าฝ่ายแบรนด์และมูลนิธิเคเอฟซี (ประเทศไทย) เล่าว่า ไก่ทอดเคเอฟซีที่วางในร้านเกิน 90 นาทีจะไม่ถูกขายตามมาตรฐานที่กำหนด ทั้งที่ยังไม่เสียและโปรตีนยังมีคุณภาพ บริษัทจึงนำไก่ส่วนนี้ไปบริจาค โครงการดำเนินมาราว 6 ปีแล้ว และประเทศไทยเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น
เมื่อถูกถามว่าปัจจัยใดทำให้การเก็บและส่งต่อไก่กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานพนักงาน เธอตอบว่าเริ่มจากความตั้งใจขององค์กรที่อยากส่งต่ออาหารดีให้ทุกคน และให้พนักงานเห็นว่าอาหารไปถึงผู้รับจริง พนักงานใหม่จึงรับทราบโครงการตั้งแต่เริ่มงาน
“เมื่อบริษัทขยายสาขา ร้านที่พร้อมจะยกมือขอเข้าร่วมด้วยตนเอง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่บริษัทตั้งใจสร้างขึ้น”
บริษัทยังจัดกิจกรรมให้พนักงานลงพื้นที่ และมีเชฟประจำแต่ละภาคคิดเมนูจากไก่ที่บริจาค ให้ปรุงร่วมกับชุมชนในรสชาติท้องถิ่น

CP ค้าปลีก-โรงงาน
ศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืนองค์กรและการสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจแม็คโครและโลตัส ระบุว่าเครือข่ายกว่า 2,600 สาขา ทำให้การบริจาคต้องมีระบบกลาง เพราะอาหารส่วนเกินเกิดขึ้นทุกวัน หากรอให้ส่วนกลางประสานงานทีละครั้งจะไม่ทัน และอาหารอาจกลายเป็นขยะ
เธอสรุปบทเรียน 3 ข้อ ข้อแรกคือระบบที่ทำให้ทุกสาขาเห็นข้อมูลตรงกัน ว่าแต่ละวันและแต่ละชั่วโมงมีอาหารส่วนเกินประเภทใดเกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้น เพราะเนื้อสัตว์ ผัก และเบเกอรี่มีผู้รับต่างกัน โดยอาหารส่วนเกินของบริษัทราว 60-70% เป็นผัก ผลไม้ และประเภทเบเกอรี่กับเนื้อสัตว์อย่างละราว 10%
ข้อสองคือการเชื่อมกับผู้รับบริจาคที่เข้มแข็ง โดย SOS Thailand ทำหน้าที่ประสานตารางรอบรถกับสาขา ข้อสามคือการสร้างช่องทางของตนเองสำหรับพื้นที่ที่ SOS เข้าไม่ถึง ผ่านโครงการกินได้ไม่ทิ้งกัน ซึ่งใช้ไลน์ออฟฟิเชียลให้ชุมชนเชื่อมกับสาขาในจังหวัดและอำเภอเดียวกัน แจ้งได้ว่าวันนั้นมีผักหรือเนื้อสัตว์เหลือกี่กิโลกรัม และเชื่อมกับครัวชุมชน ซึ่งบริษัทพัฒนามาราว 4-5 ปี
ด้านผู้ผลิต สุปราณี ชนะชัย ผู้ช่วยรองประธาน บริษัท ซีพีแรม จำกัด อธิบายว่าอาหารส่วนเกินจากโรงงานต่างจากร้านค้าปลีก เพราะผู้ผลิตถือว่าวัตถุดิบ งานระหว่างผลิต และสินค้าที่ผลิตแล้วจำหน่ายไม่ได้ล้วนเป็นต้นทุน บริษัทจึงตั้งตัวชี้วัดให้ของเสียในกระบวนการผลิตไม่เกิน 0.1% ส่วนอาหารส่วนเกินมักเกิดจากการผลิตเกินคำสั่งซื้อของลูกค้า หรือสินค้าไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพจนส่งมอบไม่ได้
ซึ่งบริษัทลดปัญหาด้วยการพยากรณ์ความต้องการให้แม่นยำ และมองเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงและความยั่งยืนด้านอาหาร
ซีพีแรมเริ่มส่งต่ออาหารกับ SOS โดยเริ่มที่ปทุมธานี ก่อนขยายไปลำพูน และขอนแก่น สิ่งที่ส่งต่อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัตถุดิบที่คลาดเคลื่อนจากแผนผลิตหรือคำสั่งซื้อ
ขณะที่ ทวิช ทัฬหะกาญจนากุล รองประธานฝ่ายโลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เสนอให้ภาครัฐสนับสนุนผู้บริจาค 2 ด้าน ด้านแรกคือมาตรการภาษี เช่น ส่วนลดหรือการลดหย่อนภาษีสำหรับการบริจาคอาหาร เพื่อลดภาระผู้ประกอบการ ด้านที่สองคือกฎหมายคุ้มครองผู้บริจาค เพราะแม้ผู้ผลิตจะมีมาตรฐานความปลอดภัยอาหารอยู่แล้ว แต่ยังมีหลายองค์กรกังวลความเสี่ยงหากเกิดข้อผิดพลาด จึงเลือกวิธีง่ายที่สุดคือนำอาหารไปฝังกลบ
เขาเชื่อว่าหากมีกลไกรองรับ จะชวนให้ภาคธุรกิจเข้าร่วมมากขึ้น และอยากให้มีองค์กรแบบ SOS กระจายไปทั่วประเทศ พร้อมระบบส่งเสริมและตรวจสอบองค์กรเหล่านี้ ข้อเสนอสอดคล้องกับทิศทางที่ SOS Thailand ประกาศผลักดันร่วมกับพันธมิตรในทศวรรษที่สอง ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคอาหาร และกฎหมายคุ้มครองผู้บริจาค
เซ็นทรัลเข้าถึงอาหารที่ดี
สัมฤทธิ์ อนุภักดิ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชน การมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม และกิจการเพื่อสังคม ของเซ็นทรัล กล่าวว่า เครือเซ็นทรัลได้ดำเนินงานภายใต้แนวคิดสร้างคุณค่าร่วม (CSV) ไม่ใช่กิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมแบบมอบของแล้วถ่ายภาพ โดยนำจุดแข็งขององค์กรไปช่วย หากไม่มีจุดแข็งในเรื่องใดก็หาพันธมิตรมาร่วม
แบ่งเป็น 4 เสา ได้แก่ การดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และนักเรียน การยกระดับอาชีพชุมชน เช่น ช่วยให้ผลผลิตได้มาตรฐาน อย. หรือเกษตรอินทรีย์ งานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมขยะอาหารและเศรษฐกิจหมุนเวียน และการเพิ่มมูลค่าเอกลักษณ์ชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยว
“ประเทศไทยไม่ได้ขาดอาหาร แต่ขาดการเข้าถึงอาหารคุณภาพที่มีโภชนาการ โดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาส และอาหารส่วนเกินบางส่วนเกิดจากชุมชนผลิต สิ่งที่ผลิตได้แต่ตลาดไม่ต้องการ”
ภาคธุรกิจจึงควรช่วยวางแผนการผลิตตามความต้องการของตลาดตั้งแต่ต้นน้ำ และสนับสนุนให้ชุมชนรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจหรือสหกรณ์ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและลดต้นทุน
เขามองว่าผู้ที่เข้าร่วมกอบกู้อาหารยังเป็นเพียงส่วนน้อย อีกส่วนใหญ่ต้องเข้ามาช่วยกัน ทั้งครัวเรือน ชุมชน ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และเกษตรกร
พร้อมฝากหลักคิด 3 คำคือ ลด แยก และจัดการ ตั้งแต่ต้นทางของการผลิต