ฝนชุกเชื้อราลาม! กยท.เตือนชาวสวนยาง ระวัง “โรคใบจุดกลม” ระบาดแล้วกว่า 9 แสนไร่
ยางพารา
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เตือนชาวสวนยางรับมือฤดูฝน หลังพบการระบาดของ “โรคใบจุดกลม” หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ในสวนยางสะสมแล้วกว่า 900,000 ไร่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง แนะเกษตรกรเร่งสำรวจอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมดูแลสวนให้โปร่ง ลดความชื้น ตัดวงจรเชื้อรา ลดผลกระทบต่อผลผลิตยางพารา
นางสาวนภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง เปิดเผยว่า ขณะนี้การแพร่ระบาดของโรคใบจุดกลม หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Colletotrichum siamense พบการระบาดในพื้นที่สวนยางของไทยรวมกว่า 900,000 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2569) โดยพบมากที่สุดในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา ซึ่งเป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูฝน มีความชื้นสูงและฝนตกต่อเนื่อง สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อรา พร้อมย้ำว่า “เกษตรกรควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของต้นยางตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อลดความเสียหายต่อผลผลิต”
เชื้อราดังกล่าวสามารถแพร่กระจายได้ผ่านลม น้ำฝน ต้นพันธุ์ยาง และพืชอาศัยจากพื้นที่ที่มีการระบาด ทำให้โรคแพร่กระจายได้ง่าย โดยอาการเริ่มต้นจะพบแผลสีเหลืองลักษณะค่อนข้างกลมบริเวณใต้ใบและด้านบนของใบเดียวกัน มีขนาดประมาณ 0.5 เซนติเมตร ก่อนแผลจะขยายใหญ่ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำคล้ำ กลายเป็นเนื้อเยื่อแห้ง และเมื่อโรคลุกลาม ใบยางจะเหลืองทั้งใบและร่วงในที่สุด นอกจากนี้ เชื้อรายังสามารถเข้าทำลายกิ่งอ่อน ทำให้กิ่งแห้งตายจากยอด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณผลผลิตยาง
สำหรับแนวทางป้องกัน หากพบต้นยางที่แสดงอาการของโรค ควรรีบกำจัดใบหรือกิ่งอ่อนที่เป็นโรค โดยนำไปฝังกลบหรือเผาทำลายในภาชนะปิด เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ พร้อมดูแลสวนยางให้โปร่ง กำจัดวัชพืชเพื่อลดความชื้น และบำรุงต้นยางด้วยการปรับปรุงดิน รวมถึงใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ หลังช่วงผลัดใบสามารถใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือกำมะถัน 25 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อลดความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมต่อการเจริญของเชื้อรา
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กล่าวว่า ปัจจุบัน กยท. โดยศูนย์วิจัยยางทั้ง 5 แห่ง อยู่ระหว่างศึกษาการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จากปลาหมอคางดำ และน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ ในพื้นที่สวนยางของศูนย์วิจัยและสวนของเกษตรกร เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในการปรับปรุงดิน ช่วยให้ต้นยางดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น เสริมความแข็งแรงของต้นยาง และลดความเสี่ยงการเกิดโรคใบร่วง โดยกำหนดระยะเวลาทดลองไม่น้อยกว่า 3 ปี
“กยท.ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคอย่างใกล้ชิด และเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการสวนยางอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดความเสียหายและรักษาผลผลิตยางพาราตลอดฤดูฝน ขอให้เกษตรกรหมั่นสำรวจสวนยางเป็นประจำ หากพบการระบาดหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการป้องกันและกำจัดโรค สามารถติดต่อ กยท.ในพื้นที่ เพื่อขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง” นางสาวนภาวรรณกล่าว