“บ้านปู” จัดทัพธุรกิจใหม่ ทุ่ม 8 พันล้านตั้งโต๊ะซื้อหุ้น BPP จากรายย่อย 21.34% ที่ราคาหุ้นละ 13 บาท ก่อนปรับโครงสร้าง ควบรวม “บ้านปู-BPP” ตั้งสัดส่วนแลกหุ้นเป็นบริษัทใหม่ เข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ฯไตรมาส 3 ปี’69 ชี้เหตุหลัก ลดความซับซ้อนการถือหุ้นภายในกลุ่ม ลดถ่านหิน หันไปเน้นนิกเกิล ก๊าซธรรมชาติ-ธุรกิจไฟฟ้า และ Future Tech
นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างภายในกลุ่มบริษัท ให้ดำเนินการเข้าทำธุรกรรมควบบริษัทระหว่าง BANPU และบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ซึ่งเป็นการควบบริษัทภายใต้ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 โดย BANPU และ BPP จะสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคล นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทได้มีมติอนุมัติให้บริษัทเข้าทำธุรกรรมรับซื้อหุ้นเป็นการทั่วไป (General Offer) จากผู้ถือหุ้น BPP ในราคารับซื้อหุ้นที่ 13.00 บาทต่อหุ้น
โดย ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2568 บริษัทถือหุ้นสามัญของ BPP ทั้งสิ้น 2,397,199,497 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 78.66% ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ BPP และบริษัทจะรับซื้อหุ้นของ BPP คิดเป็นสัดส่วน 21.34% ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ BPP เป็นการทั่วไปจากผู้ถือหุ้นรายอื่น ในราคารับซื้อหุ้นที่ 13.00 บาทต่อหุ้น มูลค่ารวมราว 8 พันล้านบาท ซึ่งมาจากกระแสเงินสดที่บริษัทมีอยู่เดิม

อย่างไรก็ตาม การควบรวมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างสินทรัพย์ของ BPP ให้มีกลยุทธ์ที่คมชัดมากขึ้น ลดความซับซ้อนของโครงสร้างการถือหุ้นบริษัทภายในกลุ่ม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความคล่องตัว ความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ และความรวดเร็วในการตัดสินใจ เพื่อปลดล็อกคุณค่าจากทั้งโอกาสใหม่และทรัพย์สินที่มีอยู่
พร้อมปรับตำแหน่งการวางธุรกิจของบริษัทให้สอดคล้องกับช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และให้เป็นไปตามเป้าหมายการเพิ่มกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เป็น 1.5 เท่า ลดสัดส่วนรายได้ที่มาจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับถ่านหินให้ต่ำกว่า 50% ภายในปี 2030 รวมถึงการตอบสนองต่อเทรนด์อนาคตอย่างการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ซึ่งการเป็นผู้ผลิตครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จะเป็นจุดแข็งสำคัญและเป็นผลดีต่อบริษัทในระยะยาวให้กับบริษัท
ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนหลังการควบรวมบริษัทนั้น มุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของ BANPU ในอนาคต เนื่องจากความต้องการพลังงานของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ โดยเฉพาะในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาและเอเชีย
ส่วนผลกำไรหลังการควบรวมนั้น เดิม BANPU มีโครงสร้างรายได้หลักจาก 2 ธุรกิจ คือธุรกิจถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ และธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งบริษัทพยายามบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างทั้งสองส่วนมากขึ้น ขณะเดียวกัน การควบรวมธุรกิจไฟฟ้าเข้ามาอยู่ภายใต้ BANPU โดยตรง จะช่วยเสริมฐานกำไรจากฝั่งไฟฟ้าให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น และสร้างความมั่นคงให้กับพอร์ตธุรกิจโดยรวมในระยะยาว
ทั้งนี้ การควบรวมกิจการระหว่าง BANPU และ BPP จะประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 มกราคม 2569 และจะเป็นไปตามกระบวนการควบบริษัทและจัดตั้งบริษัทใหม่ หรือ NewCo โดยจะมีการจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท และ BPP ในอัตราส่วนแลกหุ้น (Swap Ratio) เบื้องต้นคือ 1 หุ้นเดิมในบริษัท ต่อ 0.35575 หุ้นในบริษัทใหม่ และ 1 หุ้นเดิมใน BPP ต่อ 0.74615 หุ้นในบริษัทใหม่ โดยบริษัทและ BPP ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) เพื่อให้ความเห็นในเรื่องความสมเหตุสมผลของรายการ ซึ่งบริษัทใหม่คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569
ขณะเดียวกัน บริษัทได้รวมสินทรัพย์โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ ซึ่งเป็นการรวมการถือหุ้นส่วนใหญ่ จำนวน 75% ในธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ ขนาดกำลังผลิต 1.5 จิกะวัตต์ ไว้ภายใต้บริษัท BKV Corporation (BKV) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบ้านปูที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) โดย BPP อยู่ระหว่างเตรียมขายสิทธิการลงทุน (Membership Interests) 25% ในกิจการร่วมค้า BKV-BPP Power LLC (BKV-BPP) ให้แก่ BKV มีมูลค่าประมาณ 230.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่าประมาณ 7,512 ล้านบาท)
โดยธุรกรรมนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2569 และจะดำเนินการชำระค่าตอบแทนจากการจำหน่ายสิทธิการลงทุนในรูปแบบของเงินสดจำนวน 50% และหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ BKV คิดเป็น 50% ของมูลค่ารวม
แผนการปรับโครงสร้างครั้งนี้ช่วยให้เกิดการจัดระเบียบกลุ่มธุรกิจหลักภายใต้กลยุทธ์ “Energy Symphonics” ใหม่เป็น 4 เสาธุรกิจ ได้แก่ 1.Next-Gen Mining (เหมืองยุคใหม่) ยกระดับการทำเหมืองด้วยเทคโนโลยี AI และเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตแร่แห่งอนาคต เช่น นิกเกิล 2.US Closed-Loop Gas (ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐ) ที่รวมสินทรัพย์ด้านพลังงานก๊าซในสหรัฐให้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ BKV
3.Power+ (ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) การซื้อขายพลังงาน โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโครงสร้างพื้นฐานของก๊าซธรรมชาติ และ 4.Future Tech (เทคโนโลยีแห่งอนาคต) มุ่งเน้นเทคโนโลยีพลังงานที่เชื่อมโยงกับศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และนวัตกรรมด้านพลังงาน