คุรุจิต เสนอรัฐปลดล็อกสัมปทานปิโตรเลียม ย้ำบทเรียน “เอราวัณ” ทำค่าไฟแพง
ผอ.PEIT แนะรัฐแก้กฎหมายปลดล็อกข้อจำกัดสัมปทาน – ปรับโครงสร้างภาษีดึงดูดการลงทุน
ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT) กล่าวว่าสถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย ขณะนี้อยู่ในภาวะที่น่ากังวล สะท้อนจากดัชนีความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Trilemma Index 2023) ที่ไทยมีคะแนนเพียง 60.1 เต็ม 100 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม
สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินนโยบายที่เน้นการอุดหนุนราคาพลังงานจนบิดเบือนกลไกตลาด และการขาดการวางแผนระยะยาวในการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมในประเทศ
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในขณะนี้ คือ แหล่งปิโตรเลียมหลายแห่งกำลังจะทยอยหมดอายุสัมปทานในช่วงปี 2570-2571 ซึ่งแหล่งปิโตรเลียมของไทยส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่ม “แหล่งขนาดเล็กและมีอายุมาก” จำเป็นต้องมีการลงทุนเจาะหลุมผลิตใหม่ทุกปีเพื่อรักษาระดับการผลิต
อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา 26 ที่ระบุให้ผู้รับสัมปทานสามารถต่อระยะเวลาผลิตได้เพียงครั้งเดียว ทำให้เกิดความไม่มั่นใจต่อนักลงทุน เนื่องจากการลงทุนในกิจการปิโตรเลียมต้องใช้เงินมหาศาลและมีระยะเวลาหักค่าเสื่อมภาษีนานถึง 10 ปี
หากรัฐบาลรอให้สัญญาใกล้หมดอายุแล้วจึงพิจารณา เอกชนจะไม่กล้าลงทุนล่วงหน้า หากรัฐบาลไม่เร่งตัดสินใจแก้ไขข้อจำกัดนี้ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันในการผลิต หรือ Operational Gap ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อที่ผู้รับสัมปทานรายเดิมยุติการลงทุนล่วงหน้า ขณะที่ผู้รับสัมปทานรายใหม่ หากมีการเปิดประมูลใหม่ ก็ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการต่อเนื่องได้ บทเรียนที่ชัดเจนที่สุดคือ
กรณีของแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ ที่ช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านผู้ดำเนินงาน ส่งผลให้กำลังการผลิตก๊าซร่วงตกลงอย่างหนัก เหลือเพียง 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
ผลกระทบจาก Operational Gap ในช่วงที่ผ่านมา บังเอิญไปทับซ้อนกับช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ประเทศไทยไม่มีทางเลือก ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลเข้ามาทดแทน ซึ่งนี่คือต้นตอสำคัญที่ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าพุ่งสูง และกลายเป็นภาระค่าไฟที่ประชาชนต้องแบกรับมาจนถึงปัจจุบัน
เพื่อแก้ไขปัญหาและรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ดร.คุรุจิต เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเชิงรุก 2 ประการ ได้แก่
1.แก้กฎหมายปลดล็อกข้อจำกัดสัมปทาน เสนอให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ. ปิโตรเลียม มาตรา 26 โดยปลดล็อกเงื่อนไขที่ให้ต่ออายุได้เพียงครั้งเดียว เปลี่ยนเป็นอนุญาตให้ต่ออายุสัญญาไปได้ตราบเท่าที่ผู้ประกอบการสามารถพิสูจน์ได้ว่ายังมีปริมาณสำรองและสามารถผลิตได้คุ้มค่าเชิงพาณิชย์
2.ปรับโครงสร้างภาษีดึงดูดการลงทุน เสนอให้ปรับลดอัตราภาษีเงินได้ปิโตรเลียม จากระดับ 50% ลงเหลือ 40% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทที่แหล่งปิโตรเลียมของไทยมีขนาดเล็กลงและมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
“การให้สิทธิผู้ดำเนินงานรายเดิมที่คุ้นเคยกับสภาพทางธรณีวิทยาได้ดำเนินการต่อ หากเขายังมีศักยภาพ เปรียบเสมือนการต่อสัญญาเช่าที่ดินในการก่อสร้างห้างสรรพสินค้า ที่เมื่อหมดสัญญาก็ใช้วิธีต่อสัญญาเช่า ไม่ใช่การนำไปประมูลใหม่แล้วทุบตึกทิ้ง เพราะประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องในการผลิตย่อมมีมากกว่า
รัฐบาลจึงควรเร่งตัดสินใจแก้ไขเรื่องนี้ภายในปีนี้ ก่อนที่ทรัพยากรก๊าซในประเทศจะขาดตอนจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง” ดร.คุรุจิต กล่าวทิ้งท้าย