คนหลุด บัตรคนจน ยื่นอุทธรณ์แล้ว 2.76 ล้านราย คลังยันคืนสิทธิหากอุทธรณ์ผ่าน
ปลัดคลังเผยคนหลุดเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยื่นอุทธรณ์แล้ว 2.76 ล้านราย ขณะที่ ผอ.สศค.ยันคืนสิทธิให้ หากอุทธรณ์ผ่าน รับข้อมูลอาจมีคลาดเคลื่อน เหตุมีจำนวนมาก พร้อมชง ครม. 21 ก.ค.นี้ ให้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จำนวน 6 ล้านราย
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ที่หลุดเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ได้ยื่นอุทธรณ์เข้ามาแล้ว จำนวน 2.76 ล้านราย โดยผู้ที่ต้องการยื่นอุทธรณ์สามารถยื่นได้ถึงสิ้นเดือน หรือวันที่ 31 ก.ค.2569 นี้
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยงานสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากประกาศผลผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ไป ซึ่งมีผู้ได้รับสิทธิเดิมหลุดออกจากสิทธิ สามารถยื่นอุทธรณ์เพื่อขอทบทวนสิทธิได้
โดยยอมรับว่า อาจมีข้อมูลผิดพลาดและก่อให้เกิดความสับสนอยู่บ้าง เช่น การใช้คำที่ไม่ชัดเจน กรณีใช้คำว่ารถยนต์ แทนคำว่ารถซึ่งกรมการขนส่งทางบกตีความถึงรถทุกประเภท รวมทั้งรถจักรยานยนต์ตั้งแต่ 2 คันขึ้นไปด้วย
“ต้องยอมรับว่าข้อมูลจำนวนมากที่อยู่ในระบบอาจทำให้เกิดความสับสน ซึ่งจะปรับให้ชัดเจนขึ้นตามข้อทักท้วง ส่วนข้อมูลอื่น อาทิเช่น ประชาชนสูงอายุที่มีชื่อเป็นนักเรียน นักศึกษา อาจเกิดจากข้อมูลคลาดเคลื่อน เนื่องจากใช้ข้อมูลต้นทางกว่า 9 ล้านชุดข้อมูล ซึ่งจะมีการแก้ไขต่อไป”
สำหรับประเด็นอื่นจะมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ยืนยันว่าเกณฑ์ที่ออกมาทำเพื่อคัดกรองให้ได้ประชาชนผู้ลำบาก เปราะบาง และมีรายได้น้อยที่สุด ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ให้ได้รับการช่วยเหลือ”
นายวินิจ กล่าวว่า หากประชาชนที่ขอทบทวนสิทธิเข้ามา ได้ข้อสรุปออกมาผ่านเกณฑ์ ก็จะดูแลให้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามเดิม
“จะมีการ Cleansing ข้อมูล เพื่อแก้ปัญหาข้อมูลคาดเคลื่อน และจะไม่นำเรื่องความผิดพลาดของข้อมูลมาเป็นข้ออ้างให้ประชาชนเสียสิทธิ ยืนยันว่าจะดูแลอย่างเต็มที่ ไม่ได้ตั้งธงจำนวนผู้ได้รับสิทธิไว้ จำนวนเท่าไรก็ได้ หากเงินไม่พอก็ต้องเป็นหน้าที่กระทรวงการคลังไปดำเนินการต่อ”
อย่างไรก็ดี ผู้ที่หลุดจากสิทธิเดิม รวมถึงผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิตั้งแต่แรก จำนวนราว 6 ล้านคน เบื้องต้นจะได้รับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะได้ใช้สิทธิในเดือน ส.ค.-ก.ย. นี้ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในวันที่ 21 ก.ค.นี้