‘อินโนบิก’ ลั่นรีแบรนด์ครั้งใหญ่ หาพันธมิตรควบรวมธุรกิจยาในอาเซียน
“อินโนบิก” รีแบรนด์ครั้งใหญ่ ขยายพอร์ตธุรกิจยา 80-90% ตั้งเป้าผู้นำอุตฯยาอาเซียน รุกขยายการลงทุนไปมาเลย์ สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ยึดนโยบายไม่เพิ่มทุน แต่ใช้วิธีบริหารเงินสดในกรอบ 1-2 พันล้าน ส่วนโปรเจ็กต์ “มณีแดง” พลิกไปทดลองวิจัยในต่างประเทศแทน
นายบุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภายใต้กลยุทธ์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มีการปรับการดำเนินธุรกิจ Nonhydrocarbon ซึ่งรวมถึงบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด หนึ่งในเรือธง (Flagship) ของ ปตท. ปัจจุบันอินโนบิกได้เดินหน้าเติบโตพร้อมตั้งเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพ (Life Science) ในภูมิภาคอาเซียน และเติบโตในฐานะบริษัทที่พึ่งพาตนเองด้านการเงิน (Self-Financing)

โดยให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและความร่วมมือกับผู้ผลิต, โรงพยาบาล, และองค์กรวิจัยต่าง ๆ เพื่อสร้างข้อได้เปรียบเชิงธุรกิจและความแตกต่างจากคู่แข่ง ผ่านการลงทุนในบริษัท โลตัส ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (Lotus Pharmaceutical Co., Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทวิจัย พัฒนา ผลิต และจำหน่ายยาของไต้หวัน ที่มีตลาดครอบคลุมในทุกภูมิภาคของโลก จากเงินลงทุนเริ่มต้น ปัจจุบันมูลค่าตลาดเติบโตถึง 3 เท่า สะท้อนผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจน
ที่ผ่านมา ปตท.ได้ปรับลดการถือหุ้นธุรกิจยาใน Lotus สัดส่วนไม่เกิน 2% โดยทยอยขายหุ้นผ่านตลาดหุ้นไต้หวัน และในปีนี้ Lotus ได้เดินหน้ารุกตลาดผลิตภัณฑ์ยาเฉพาะทางในสหรัฐ ผ่านการเข้าซื้อหุ้นใน Alvogen US โดยใช้เงินทุนและเงินกู้ของบริษัทเอง ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน ทำให้ขนาดของกิจการขยับเป็นบริษัทยาสามัญที่มีชื่อทางการค้า (Branded Generics Drug) 1 ใน 20 อันดับแรกของโลก
นอกจากนี้ อินโนบิกได้ปรับโครงสร้าง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจยา, ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ, ธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ และธุรกิจนวัตกรรมทางการแพทย์ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมุ่งเน้นลงทุนผ่าน Lotus, บริษัท นำวิวัฒน์ เมดิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน)
รวมถึงมีการร่วมลงทุน (Joint Venture) กับบริษัท นิวทรา รีเจนเนอเรทีฟ โปรตีน (NRPT) นอกจากนี้ ยังผลักดันให้ Lotus เป็นผู้นำในตลาดโลกไปพร้อม ๆ กับการดึงองค์ความรู้และโมเลกุลยาบางส่วนเพื่อเปิดรับพันธมิตรใหม่ ๆ เช่น เกาหลี, จีน และไทยเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การรีแบรนด์ในครั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ว่าอินโนบิกไม่ใช่แค่ Investment Company อย่างเดียว แต่มีศักยภาพในการทำธุรกิจยาได้
ขณะเดียวกัน อินโนบิกได้วางแผนการดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ดังนี้ 1.ธุรกิจยา ขยายพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมโรคสำคัญ เช่น โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด, เมทาบอลิก, และโรคมะเร็ง 2.ธุรกิจโภชนาการเพื่อสุขภาพ ต้องการมีผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมมากขึ้น มองหาพันธมิตรที่จะมาช่วยเสริมความแข็งแกร่ง เพื่อขยายกิจการตลาดโภชนาการไปยังตลาดใหม่ ๆ ในภูมิภาคอาเซียน เช่น มาเลเซีย, สิงคโปร์, เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ผ่านรูปแบบลงทุนด้วยตนเอง การควบรวม และซื้อกิจการ (M&A)
ส่วนธุรกิจที่เคยลงทุนไปในช่วงโควิด-19 และได้ยุติกิจการไปแล้วคือ บริษัท อินโนโพลีเมด จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างอินโนบิกและบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เพื่อผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ (Nonwoven Fabric) ที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown ส่วนการลงทุนอื่น ๆ ที่ยังดำเนินการอยู่ เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Technology) ที่มีทั้งนำวิวัฒน์ และ Inter Pharma
ขณะที่ธุรกิจ Plant-Based ภายใต้บริษัท เอ็นอาร์พีที จำกัด หรือ NRPT ถือเป็น Food for Future ที่อินโนบิกยังคงดำเนินการอยู่ ปัจจุบันโรงงาน NRPT เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว มีลูกค้าเกือบ 20 ราย เน้นการผลิตเพื่อการส่งออกถึง 90% ดำเนินการโดยบุคลากรของ NRPT ทั้งหมด
“เราจะเน้นกลุ่มยามากขึ้นประมาณ 80-90% ส่วนโภชนาการด้านสุขภาพรายได้ยังไม่เยอะ แต่เป็นสิ่งที่เข้าสู่ตลาดเร็ว การแข่งขันสูง ส่วนการวิจัยและพัฒนาต้องใช้เวลา พร้อมกับเสริมนวัตกรรมของอินโนบิกมากขึ้น” นายบุรณินกล่าว
ขณะที่แผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น หากในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้ามีการลงทุนขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างการรับรู้และการยอมรับได้ ก็อาจจะมีการพิจารณานำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด หรือระดมทุนในด้านอื่น ๆ แต่จะไม่มีเพิ่มทุนอีกแล้ว เนื่องจากต้องบริหารธุรกิจให้เติบโตด้วยเงินของตัวเอง โดยที่ผ่านมาได้มีการบริหารกระแสเงินสดของบริษัทให้อยู่ในกรอบ 1,000-2,000 ล้านบาท
นายบุรณินกล่าวว่า สำหรับความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการวิจัยและการผลิตนวัตกรรม “โมเลกุลมณีแดง” หรือ RED-GEMs (REjuvenating DNA by GEnomic Stability Molecules) ระหว่างอินโนบิกและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยอินโนบิกพยายามศึกษาและวิจัยในเชิงพาณิชย์ไปจนถึงการขึ้นทะเบียน การจดลิขสิทธิ์ การนำงานวิจัยไปทดสอบกับมนุษย์ ซึ่งเดิมคาดว่าจะใช้ในประเทศไทย ก็ไปใช้ในต่างประเทศ แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันอยู่
“ในระดับภูมิภาค เราวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น Regional Commercial Platform ใน 5-10 ปีข้างหน้า โดยจะใช้ประสบการณ์และความรู้ที่มาจากการเข้าลงทุนในบริษัทข้ามชาติและบริษัทระดับโลกอย่างโลตัสนำมาปรับใช้เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ให้คนทั้งในประเทศและในภูมิภาคสามารถดูแลรักษาสุขภาพได้ง่ายกว่า เร็วกว่า และดีกว่า” นายบุรณินกล่าว