สรท. คาดส่งออกปี 2569 เติบโต 2-4% หวังรัฐบาลใหม่เดินหน้าต่อยอดมาตรการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ดูแลค่าเงินบาท ส่งเสริมการใช้ Local Content พร้อมจับตาศาลสูงสหรัฐตัดสินค้าคดีทรัมป์ 14 มกราคม 2569 นี้
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า ปี 2569 สรท. คาดว่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราชะลอลง อยู่ที่ 2–4% หรือคิดเป็นมูลค่าอยู่ที่ 340,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมองว่ายังมีปัจจัยสนับสนุนจาก สินค้าในกลุ่มอาหารสำเร็จรูป ไก่ ยางพารา กาแฟ อาหารสัตว์เลี้ยง ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ภาพรวมการส่งออกไทยในปีนี้ยังเติบโตเป็นบวกได้

แต่ทั้งนี้ ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อการส่งออกไทย เช่น 1) ความต่อเนื่องของนโยบายการเมืองต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ 2) ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาทิ ค่าแรงขั้นต่ำและเงื่อนไขด้านสวัสดิการแรงงาน รายได้เงินบาทที่หายไปจากค่าเงินบาทแข็งค่า และทิศทางต้นทุนพลังงานจากสถานการณ์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ 3) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อซัพพลายเชนและมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ 4) ปัญหาความแออัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง และความหนาแน่นในพื้นที่คลังสินค้าสุวรรณภูมิ และ 5) ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ ในการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน และจำเป็นต้องมีการชดเชยที่เหมาะสม
ขณะที่ ยังมีปัจจัยภายนอก ประกอบด้วย 1) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ซ้ำเติมด้วยปัญหา Geo-economic ทำให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น 2) US Reciprocal Tariff เริ่มส่งผลกระทบทั่วโลกรวมถึงไทย โดยมีผลต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาเงื่อนไข Transshipment ที่ยังไม่ชัดเจนในหลายประเทศ รวมถึงมาตรการตอบโต้ทางภาษีของประเทศอื่นที่ทยอยบังคับใช้ อาทิ เม็กซิโก 3) สินค้าจากจีน มีโอกาสทะลักเข้ามาไทยมากขึ้น (China Influx) ทั้งในรูปแบบของการเข้ามาลงทุนโดยตรง และการส่งออกมาขายหรือส่งผ่านไปยังประเทศที่ 3 และ 4) ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องในปี 2026 ซึ่งจะกระทบต่อผู้ส่งออก โดยเฉพาะกำไรที่ลดลงและการต่อรองราคาของผู้ซื้อ
ดังนั้น เพื่อให้การส่งออกของไทยยังเติบโตได้ สรท มีข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลและภาครัฐ เร่งดำเนินการ ประกอบด้วย รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับทิศทางค่าเงินของภูมิภาค ส่งเสริมการใช้ Local Content เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น เร่งรัดการเจรจาเกณฑ์การใช้ Local content / Regional Value Content (RVC) กับสหรัฐฯ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมในการทบทวนกระบวนการและซัพพลายเชนในการผลิต เร่งขยายโอกาส กำหนดตำแหน่งของไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านการเจรจาความตกลง FTA ที่ครอบคลุม ขยายตลาดเดิม เสริมการหาตลาดใหม่เชิงรุก
อีกทั้ง ให้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ใน supply chain ใหม่ เน้นการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอย่างสมดุล สนับสนุนวงเงินงบประมาณสำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ในปี 2026 ให้เข้มข้น เพิ่มความเข้มงวดและกำกับดูแลสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติและการค้าในรูปแบบออนไลน์ เพื่อปกป้องสินค้าไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานไทย และการส่งผ่านไปประเทศที่สาม Green Economy & Sustainable ส่งเสริมการปรับตัวให้พร้อมรับกติกาการค้าระหว่างประเทศกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่กรอบความยั่งยืนมากขึ้น อาทิ มาตรการ CBAM แนวคิด ESG เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ลดข้อจำกัดด้านการค้า และการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ
กำหนดและส่งเสริมทิศทางพลังงานสะอาด สำหรับภาคการขนส่งสินค้าของไทยให้ชัดเจนและสอดคล้องกับระเบียบโลกและคู่ค้าสำคัญ ปรับปรุงและยกระดับประสิทธิภาพด้านการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการใช้การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาโครงสร้างด้านดิจิทัลโลจิสติกส์ โดยผลักดันการใช้ e-Document ผ่านแพลตฟอร์มในการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศในเป็นรูปธรรม ส่งเสริมการสร้างศูนย์กลางอุตสาหกรรม S-Curve ของภูมิภาค ให้ไทยเป็น Regional hub ด้านโลจิสติกส์และพลังงาน
นายธนากร กล่าวว่า สำหรับคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐในคดีว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการเก็บภาษีตอบโต้ทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดในวันที่ 14 ม.ค. 2569 นี้ ยังต้องจับตาว่าศาลจะยืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หรือจะมีแนวทางใหม่ให้ฝ่ายบริหารสหรัฐนำไปจัดการปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาในรูปแบบใด ฝ่ายบริหารของสหรัฐยังมีอำนาจและบทบาทในการกำหนดทิศทางมาตรการทางการค้า และมีความเป็นไปได้ที่จะใช้มาตรการอื่น หรือคงมาตรการเดิมไว้เพื่อควบคุมการนำเข้า