170 ปีสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส ศุภจีดีลเศรษฐกิจใหม่ ดันไทยเป็นประตูสู่อาเซียน
“ศุภจี” ร่วมทีมไทยแลนด์หารือสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส ชูความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส 170 ปี ดึงนักลงทุนใช้ไทยเป็นฐานเชื่อมตลาดอาเซียนและเอเชีย พร้อมเร่งผลักดัน FTA ไทย-EU รอบ 9 ที่บรัสเซลส์ หวังเพิ่มโอกาสการค้ากับยุโรปอย่างน้อย 40% ดันอุตสาหกรรมอนาคต เศรษฐกิจมูลค่าสูง และยกระดับ SME ไทย
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถ้อยแถลงในการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส หรือ MEDEF International ว่า ไทยมีความมุ่งมั่นยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับฝรั่งเศส พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจฝรั่งเศสใช้ประเทศไทยเป็นฐานเชื่อมโยงสู่เอเชียและอาเซียน ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่
ทั้งนี้ ปี 2569 ถือเป็นวาระสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นปีเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และครบรอบ 340 ปีของการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยกับฝรั่งเศส สะท้อนมิตรภาพที่ยาวนานและความร่วมมือที่พัฒนาต่อเนื่องในหลายมิติ
ในด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยและฝรั่งเศสมีมูลค่าการค้าระหว่างกันมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่ปัจจุบันมีบริษัทฝรั่งเศสมากกว่า 290 แห่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สร้างการจ้างงานคุณภาพสูงกว่า 45,000 ตำแหน่ง สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจฝรั่งเศสต่อศักยภาพของไทย
นางศุภจีกล่าวว่า ไทยยึดหลักสำคัญ 3 ประการในการสร้างความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ผลประโยชน์ร่วมกัน หรือ Mutual Benefit มาตรฐานและคุณภาพระดับสูง และการเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างและสมดุลกับทุกฝ่าย
ด้านมาตรฐานสากล ไทยยืนยันความมุ่งมั่นยกระดับกฎระเบียบ ความโปร่งใส และมาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล รวมถึงการเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีมาตรฐานสูง เปิดกว้าง และเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว
สำหรับการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย-EU ไทยให้ความสำคัญอย่างมากและต้องการผลักดันการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หลังจากเริ่มกระบวนการเจรจามาประมาณ 2 ปี และผ่านการหารือแล้ว 8 รอบ โดยรอบที่ 9 มีกำหนดจัดขึ้นช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
ไทยตั้งเป้าสรุปประเด็นคงค้างให้ได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากประเมินว่า FTA ไทย-EU จะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตัวทางการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปได้อย่างน้อย 40%
นางศุภจียังเน้นย้ำจุดแข็งของไทยในฐานะ “ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย” หรือ Gateway to ASEAN and Asia โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่ใจกลางเอเชีย และเป็นจุดเชื่อมต่อเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตกของภูมิภาค เหมาะสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน
นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง ทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก รูปแบบการค้าที่หลากหลายขึ้น และความจำเป็นในการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจควบคู่กับประสิทธิภาพ
ไทยจึงมุ่งยกระดับบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลกและภูมิภาค ไม่เพียงในฐานะผู้ส่งออกสินค้า แต่รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิต ระบบนิเวศนวัตกรรม ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่มีความน่าเชื่อถือ
ควบคู่กันนี้ รัฐบาลไทยยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ยกระดับทักษะแรงงาน สนับสนุนผู้ประกอบการและ SME ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ หรือ Upskill และการปรับทักษะ หรือ Reskill เพื่อรองรับการลงทุนและเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
“ไทยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับฝรั่งเศส บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ความไว้วางใจ มาตรฐานระดับสูง และการเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างกับทุกฝ่าย” นางศุภจีกล่าว
รายงานข่าวระบุว่า ภายในงานมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย
สำหรับบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสที่เข้าร่วมหารือ ได้แก่ Imerys S.A., Airbus, Essilor, IN Groupe และ Thales LAS France SAS.
