กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแนะผู้ส่งออกไทยศึกษาใช้ “ท่าเรือหลูโจว” มณฑลเสฉวน เป็นช่องทางใหม่เจาะตลาดจีนตอนใน เชื่อมรถไฟจีน-ลาว ผ่านคุนหมิงสู่หลูโจว ก่อนกระจายสินค้าไปเสฉวน กุ้ยโจว และฉงชิ่ง ชี้เหมาะกับผลไม้สด อาหารแปรรูป สินค้าฮาลาล และยางพารา
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ล่าสุดกรมได้รับรายงานจากนางกุลธิดา บัณฑุรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน เกี่ยวกับโอกาสการใช้ท่าเรือหลูโจวเป็นประตูการค้าสู่จีนตอนใน
ท่าเรือหลูโจวตั้งอยู่ในเมืองหลูโจว มณฑลเสฉวน เป็นท่าเรือแม่น้ำสำคัญบนแม่น้ำแยงซีตอนบน มีบทบาทในการเชื่อมโยงพื้นที่ตะวันตกของจีนเข้ากับเส้นทางน้ำสู่ทะเล และเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ผู้ส่งออกไทยสามารถใช้เป็นช่องทางขนส่งสินค้าเข้าสู่จีนตอนในได้มากขึ้น
ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ท่าเรือหลูโจวเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างทางรถไฟจีน-ลาว ทางถนน และทางน้ำ โดยเส้นทางขนส่งสินค้าไทย เช่น ยางพารา ผลไม้สด ทุเรียนแช่เย็นและแช่แข็ง รวมถึงข้าว สามารถขนส่งทางรถยนต์มายังด่านหนองคาย-เวียงจันทน์ จากนั้นขึ้นรถไฟจีน-ลาว ผ่านลาวไปยังนครคุนหมิง และต่อไปยังหลูโจว
เมื่อสินค้ามาถึงหลูโจว ผู้ประกอบการสามารถกระจายสินค้าต่อไปยังเมืองต่าง ๆ ในมณฑลเสฉวน กุ้ยโจว และฉงชิ่ง ผ่านเครือข่ายถนนและทางน้ำของท่าเรือได้ทันที ซึ่งเป็นทางเลือกที่เร็วกว่าการส่งสินค้าทางเรือจากท่าเรือทะเลฝั่งตะวันออกของจีน
ขณะเดียวกัน ท่าเรือหลูโจวยังสามารถเป็นศูนย์รวบรวมสินค้าจากจีนตอนใต้เพื่อส่งออกมายังไทยและอาเซียน เช่น เครื่องจักรกลการเกษตร อะไหล่รถยนต์ ปุ๋ยเคมี และวัสดุก่อสร้าง โดยสามารถขนส่งผ่านรถไฟจีน-ลาวได้โดยไม่ต้องอ้อมไปลงเรือที่เซี่ยงไฮ้
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าประเภทเทกอง หรือสินค้าน้ำหนักมากที่ไม่เร่งรีบด้านเวลา ท่าเรือหลูโจวเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบจากจีนตอนบน เช่น ถ่านหิน ปุ๋ยเคมี และแร่ธาตุ ซึ่งสามารถใช้เส้นทางเรือจากหลูโจวลงมาตามแม่น้ำแยงซี ก่อนต่อเรือสินค้าออกทะเลที่เซี่ยงไฮ้มายังไทย แม้ใช้เวลานานกว่ารถไฟ แต่มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าสำหรับสินค้าปริมาณมาก
ส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปหรือสินค้าแช่แข็งของไทย สามารถใช้เส้นทางเรือขากลับเพื่อช่วยประหยัดค่าระวาง ขณะที่สินค้าเกษตรสดที่ต้องการรักษาคุณภาพและใช้เวลาเดินทางสั้น เช่น ผลไม้สด ยังเหมาะกับเส้นทางรถไฟจีน-ลาวมากกว่า
DITP ประเมินว่า สินค้าไทยที่มีโอกาสใช้หลูโจวเป็นประตูเข้าสู่จีนตอนใน ได้แก่ ผลไม้เมืองร้อน เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ และลำไย เนื่องจากตลาดเสฉวนมีความต้องการสูง การขนส่งผ่านรถไฟจีน-ลาวมายังหลูโจวจะช่วยรักษาคุณภาพและลดเวลาส่งสินค้าถึงผู้บริโภคในนครเฉิงตู ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลเสฉวน
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารฮาลาล ซึ่งมีโอกาสจากฐานประชากรมุสลิมในจีนตะวันตก รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางพารา เนื่องจากเสฉวนมีอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน การส่งออกยางพาราแปรรูปหรือน้ำยางข้นผ่านเส้นทางนี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมปลายน้ำมีวัตถุดิบป้อนโรงงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
รายงานจากทูตพาณิชย์ระบุว่า หลูโจวเป็นเมืองท่ามาแต่โบราณ เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำถู ทำให้เป็นศูนย์กลางการค้าและขนส่งทางน้ำของภูมิภาคมาอย่างยาวนาน หลังจีนปฏิรูปและเปิดประเทศตั้งแต่ปี 1978 ท่าเรือหลูโจวได้รับการพัฒนาและขยายบทบาทต่อเนื่องตามการเติบโตของเศรษฐกิจจีน
ปัจจุบัน หลูโจวได้รับการวางตำแหน่งให้เป็นท่าเรือหลักในระบบขนส่งของแม่น้ำแยงซี และเป็นประตูน้ำสำคัญสู่มณฑลเสฉวนและภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน อีกทั้งมีการรวมกลุ่มกับท่าเรือสำคัญอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น ท่าเรืออี๋ปิน และท่าเรือเล่อชาน ภายใต้บริษัท Sichuan Port and Shipping Investment Group เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน
ท่าเรือหลูโจวยังเป็นท่าเรือที่รองรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ทั้งทางน้ำ ทางถนน และทางรถไฟ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับรถไฟจีน-ลาวไปยังภูมิภาคอาเซียน สินค้าหลักที่ขนส่งผ่านท่าเรือ ได้แก่ สินค้าเทกอง เช่น ถ่านหิน แร่ธาตุ วัสดุก่อสร้าง สินค้าเหลว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี รวมถึงสินค้าทั่วไปและตู้คอนเทนเนอร์ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักรกลการเกษตร และสินค้าส่งออกจากมณฑลเสฉวน
นางสาวสุนันทากล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยยังสามารถใช้ประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลจีน เนื่องจากท่าเรือหลูโจวได้รับการส่งเสริมทั้งจากนโยบายระดับชาติ เช่น แผนพัฒนาแม่น้ำแยงซี และนโยบายระดับท้องถิ่นในการอำนวยความสะดวกทางการค้า
ท่าเรือหลูโจวยังมีด่านศุลกากรภายใน หรือ Inland Port Customs ที่สามารถดำเนินพิธีการศุลกากรได้ภายในท่าเรือ ทำให้สินค้าที่ส่งผ่านเส้นทางนี้ไม่ต้องผ่านพิธีการศุลกากรซ้ำซ้อนที่ท่าเรือชายฝั่ง อีกทั้งรัฐบาลท้องถิ่นเสฉวนและหลูโจวมักมีมาตรการอุดหนุนค่าขนส่งทางน้ำและทางราง เพื่อดึงดูดปริมาณสินค้า ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้รับต้นทุนขนส่งที่ถูกลงทางอ้อม โดยเฉพาะกรณีมีปริมาณขนส่งจำนวนมาก