ชู ‘หนองคาย’ รับรถไฟจีน-ลาว เชื่อมระบบโลจิสติกส์ไทยดีกว่าแลนด์บริดจ์
หอการค้าไทยชี้โอกาสยกระดับระบบโลจิสติกส์ไทยผ่านการเชื่อมโครงข่ายรถไฟจีน-ลาวเข้าสู่หนองคาย เสนอพัฒนาพื้นที่รวบรวมสินค้า รับสินค้าจากจีนควบคู่กับสินค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนกระจายไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ชุมพร และระนอง มองเป็นโครงการที่เป็นไปได้จริง ขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์ยังมีคำถามต่อสมมุติฐานสินค้า 40 ล้านตู้ หลังคณะทำงานประชุมแล้ว 4 ครั้ง แต่หลายประเด็นยังไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน
นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการ Logistics & Supply Chain กล่าวว่า ประเทศไทยมีโอกาสใช้ประโยชน์จากโครงข่ายรถไฟจีน-ลาว เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าจากจีนเข้ามายังประเทศไทย โดยเสนอให้พัฒนาพื้นที่รวบรวมสินค้า หรือดีโป ที่จังหวัดหนองคาย เพื่อเป็นจุดรับสินค้าจากจีนผ่านเส้นทางรถไฟ และรวบรวมสินค้าจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ระบบเดียวกัน
โดยแนวทางดังกล่าวจะทำให้หนองคายเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างสินค้าจากจีนกับฐานการผลิตและสินค้าเกษตรของภาคอีสาน ก่อนกระจายสินค้าไปยังปลายทางต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องผูกการขนส่งไว้กับเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง หากสินค้าเดินทางเข้าสู่หนองคายแล้วต้องการส่งออกทางฝั่งตะวันออก สามารถเชื่อมต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบังได้ ส่วนสินค้าที่ต้องการลงสู่ภาคใต้สามารถขนส่งต่อไปยังชุมพร และเชื่อมโยงไปยังระนอง
“หอการค้ามองคือ รถไฟลาว-จีน ต่อจากจีนลงมาทำดีโป (Depot) ที่หนองคาย เก็บสินค้าอีสาน รถไฟไปถึงเวียงจันทน์ใต้ รับสินค้าจากจีนมา แล้วมารวมกับสินค้าอีสาน ถ้าสินค้าจะไปแหลมฉบังก็เลี้ยวไปแหลมฉบัง ถ้าสินค้าจะลงภาคใต้ก็วิ่งต่อมาที่ชุมพร แล้วต่อไประนอง” นายภูมินทร์กล่าว
นายภูมินทร์ระบุว่า แนวทางดังกล่าวควรเริ่มจากปริมาณสินค้าที่เกิดขึ้นจริง โดยช่วงเริ่มต้นอาจยังมีปริมาณไม่ถึง 1 ล้านตู้ แต่สามารถขยายตัวตามปริมาณสินค้าและความต้องการใช้ระบบขนส่งในอนาคต แนวคิดสำคัญคือ การใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่และเชื่อมต่อกันให้เกิดประโยชน์ พร้อมสร้างจุดรวบรวมสินค้าในประเทศ เพื่อให้สินค้าไทยและสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถกระจายไปยังท่าเรือและปลายทางหลายแห่งได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงการแลนด์บริดจ์ นายภูมินทร์เห็นว่ายังมีหลายประเด็นที่ต้องได้รับการชี้แจง โดยเฉพาะตัวเลขประมาณการปริมาณสินค้า 40 ล้านตู้ ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นสมมุติฐานสำคัญในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ โครงการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างชายฝั่งทะเล 2 ฝั่งมีการศึกษามาแล้วหลายครั้ง
โดยในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาความเป็นไปได้ของการขนส่งสินค้า การศึกษาครอบคลุมทั้งแนวเชื่อมกาญจนบุรีไปทวาย เส้นทางในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงแนวทางเชื่อมโยงขนอมและกระบี่ แต่ผลการศึกษาพบว่า ความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ในเชิงเศรษฐกิจยังไม่มีความชัดเจน
ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล ได้มีการว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาอีกชุดหนึ่ง วงเงิน 68 ล้านบาท เพื่อศึกษารายละเอียดของโครงการ ขณะที่การศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้งบประมาณ 11.9 ล้านบาท ภายหลังวุฒิสภาได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเปรียบเทียบผลการศึกษาทั้ง 2 ชุด โดยมีข้อสรุปว่า ตัวเลขจากการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความน่าเชื่อถือ
ขณะที่ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาชุดหลังมีข้อสังเกตด้านความโปร่งใส จึงเสนอให้รัฐบาลกลับไปศึกษารายละเอียดใหม่ จนกระทั่งรัฐบาลชุดปัจจุบันได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ศึกษาผลการศึกษา ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร.ได้ตั้งคณะทำงานของภาคเอกชนขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อศึกษาตัวเลขและตรวจสอบความเป็นไปได้จากผลการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษา เปรียบเทียบกับผลการพิจารณาของวุฒิสภา
“ผมบอกมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วว่า มันไม่ควรทำ 40 ล้านตู้จะมาจากไหน คิดง่าย ๆ แหลมฉบังเปิดมา 30 ปี ตอนพีกมีประมาณ 11 ล้านตู้ แล้ว 40 ล้านตู้จะมาจากไหน” นายภูมินทร์กล่าว
ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าสิงคโปร์กังวลและพยายามคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะกังวลว่าไทยจะกลายเป็นคู่แข่งนั้น นายภูมินทร์เห็นว่าคู่แข่งของไทยในด้านโครงข่ายเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างชายฝั่งทะเล 2 ฝั่งคือมาเลเซีย ไม่ใช่สิงคโปร์
เพราะมาเลเซียได้พัฒนาเส้นทางรถไฟจากโกตาบารู ผ่านท่าเรือกวนตันทางชายฝั่งตะวันออก และเชื่อมไปยังท่าเรือกลังทางฝั่งตะวันตก โดยมีระยะทางช่วงเชื่อมประมาณ 300 กว่ากิโลเมตร ท่าเรือกวนตันเปิดดำเนินการมาแล้วประมาณ 10-20 ปี และมีสินค้าผ่านท่ามากกว่า 2 ล้านตู้ ขณะที่ท่าเรือกลังมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าประมาณ 14 ล้านตู้ ส่วนประเทศไทยยังไม่ได้เริ่มโครงการแลนด์บริดจ์
นายภูมินทร์กล่าวว่า เมื่อมาเลเซียมีโครงข่ายและฐานปริมาณสินค้ารองรับอยู่แล้ว ไทยจึงต้องพิจารณาทั้งตัวเลขสินค้า ความเป็นไปได้ และรูปแบบการลงทุนให้ชัดเจน ก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการ ข้อเสนอของหอการค้าไทยจึงให้น้ำหนักกับการเชื่อมรถไฟจีน-ลาวเข้าสู่หนองคาย ใช้หนองคายเป็นจุดรวบรวมสินค้าจากจีนและภาคอีสาน แล้วเชื่อมต่อไปยังแหลมฉบัง ชุมพร และระนอง โดยให้การลงทุนขยายตัวไปตามปริมาณสินค้าที่เกิดขึ้นจริง
“สินค้าไม่ใช่ 40 ล้านตู้ตามที่บริษัทที่ปรึกษาบอก ช่วงเริ่มแรกอาจยังไม่ถึง 1 ล้านตู้” นายภูมินทร์กล่าว