กกพ.กับภารกิจหนัก ‘ลดค่าไฟ’ ถึงเวลาปฏิรูปจริงจัง ‘รื้อ’ โครงสร้างทั้งระบบ
การตรึงค่าไฟงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 ไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เป็นเหตุผลให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ตัดสินใจใช้เงิน Claw Back จำนวน 16,127.17 ล้านบาท มาช่วยลดค่า Ft ลง 25.04 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อทำให้ค่าไฟยังคงเดิมอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยค่าครองชีพของประชาชน แม้จะเป็นการบรรเทาภาระระยะสั้น “ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์” เลขาธิการและโฆษก กกพ. ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแนวทางในการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ และเมื่อเงิน Claw Back หมดหน้าตัก จากนี้ไปจะต้องเดินหน้าต่อไปอย่างไร
เงินอุดหนุนไม่ใช่คำตอบ
การปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ เป็นโจทย์ใหญ่ที่กำลังอยู่บนโต๊ะของรัฐบาล กระทรวงพลังงาน และ กกพ. เพราะแม้การใช้เงิน Claw Back จะช่วยตรึงค่าไฟได้ในระยะสั้น แต่ไม่ใช่คำตอบของปัญหาในระยะยาว หากต้องการให้ค่าไฟลดลงอย่างยั่งยืน ประเทศจำเป็นต้อง “แก้ที่โครงสร้าง” ตั้งแต่ระบบรับซื้อไฟฟ้า ค่าไฟฐาน ไปจนถึงการทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนาน
ถ้าเราเห็นต้นทุนตรงไหนที่ลดลง เราจะรีบสะท้อนต้นทุนนั้นกลับไปสู่ผู้ใช้ไฟทันที แต่การอุดหนุนด้วยเงินเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบในระยะยาว ตอนที่เราเปิดรับฟังความคิดเห็น การกำหนดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ไว้ 4 แนวทาง รอบนี้แนวทางที่ต่ำที่สุดคือ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งก็จะมีนโยบายช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วย ค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วย ที่เป็นนโยบายจากรัฐบาลออกมาช่วยอีก วิธีการแบบนี้มันช่วยบรรเทาภาระประชาชนได้ระดับหนึ่งในช่วงที่เราทุกคนกำลังเจอวิกฤตด้านพลังงาน
Claw Back ไม่ใช่เงินอุดหนุน
อย่าลืมว่าเงิน Claw Back ที่เรามีอยู่มันหมดแล้ว แล้วงวดค่าไฟถัดไปจะนำเงินจากที่ใดมาช่วยประชาชน หากถามในมุมของหน่วยงานกำกับดูแล แนวทางต่อไปไม่ใช่การหาเงินก้อนใหม่มาอุดหนุน แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ เรื่องแรกคือ การปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟ ซึ่งอาจเป็นคำตอบสำคัญในการลดค่าไฟฐาน หากได้รับนโยบายที่ชัดเจน กกพ.พร้อมดำเนินการทันที
เพราะทราบดีว่าการลดภาระค่าไฟเป็นเรื่องเร่งด่วนของประเทศ นอกจากการปรับค่าไฟฐานแล้วประเทศยังต้องเร่งมาตรการด้านอื่นควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ประหยัดพลังงาน การเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ และการทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนปัจจุบัน
หากไม่มี Claw Back ในรอบต่อไป ประเทศจำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากต้นทาง หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ การเพิ่มการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ เช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะ การรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว รวมถึงการปรับปรุงเงื่อนไขสัญญาของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนประเภท SPP และ VSPP ถ้าต้นทุนการผลิตลดลงค่าไฟก็ต้องลดลงตาม
ขณะเดียวกันการรณรงค์ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพก็ยังเป็นอีกเครื่องมือสำคัญ แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นเรื่องที่พูดกันมานาน แต่ กกพ.เห็นว่ายังจำเป็น เพราะช่วยลดการนำเข้าพลังงานและลดต้นทุนของระบบไฟฟ้าในภาพรวม
ถามว่าแล้วเงิน Claw Back จะกลับมาเมื่อไร ยังตอบไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับข้อมูลทางการเงินของระบบไฟฟ้าในแต่ละปี โดยปกติจะมีการประเมินตัวเลขใหม่ช่วงต้นปี โดยเฉพาะประมาณเดือนมีนาคม ซึ่งต้องดูทั้งแนวโน้มการลงทุน การใช้ไฟฟ้า ต้นทุนเชื้อเพลิง และปัจจัยอื่นประกอบ แต่การพึ่งพาเงิน Claw Back เพื่อกดค่าไฟ ไม่ใช่กลไกที่สามารถใช้ได้ต่อเนื่องทุกงวด นั่นหมายความว่ามันคือความจำเป็นของการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟ
เราต้องบอกก่อนว่า เงิน Claw Back มันคือการเรียกคืนส่วนต่างต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงจากผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ต้นทุนไฟฟ้าอย่าง กฟผ. ปตท. ซึ่งไม่ใช่เพื่อนำไปอุดหนุนโดยตรง ในกรณีค่าไฟ 3.95 บาทต่อหน่วย เงิน Claw Back ที่นำมาใช้ 16,127 ล้านบาท เกิดจากการบริหารต้นทุนในระบบไฟฟ้าหลายส่วน รวมถึงการสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงและภาระต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับ กฟผ. และผู้จัดหาเชื้อเพลิง ไม่ใช่เงินก้อนที่ กฟผ. หรือ ปตท. จ่ายให้รัฐบาล และต้องเข้าใจก่อนว่า “Claw Back เป็นเครื่องมือระยะสั้นเท่านั้น” เพราะเงินส่วนนี้มีจำกัด
รื้อสัญญา Adder ลดต้นทุนไฟ
อย่างเรื่องการทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน หรือ Adder ที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนาน เราได้สะท้อนเรื่องนี้ต่อฝ่ายนโยบายมาโดยตลอด เพราะเห็นว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นโครงการ ในอดีตรัฐบาลสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนผ่านมาตรการ Adder เพื่อจูงใจการลงทุน
แต่เมื่อผู้ประกอบการได้รับผลตอบแทนครบถ้วนแล้ว และเทคโนโลยีมีต้นทุนต่ำลงก็สมควรทบทวนอัตรารับซื้อไฟฟ้าใหม่ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง คณะกรรมการที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อยู่ระหว่างพิจารณาก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กพช. หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ การพิจารณาสัญญาที่เรียกว่า “สัญญาชั่วนิรันดร์” และการกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่เป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า
เราเห็นว่าการทบทวนอัตรารับซื้อไฟฟ้าจะไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับทุกโครงการได้ พลังงานแต่ละประเภทไม่ว่าจะเป็นโซลาร์ ลม หรือขยะ ล้วนมีต้นทุนแตกต่างกัน ดังนั้นการพิจารณาจะต้องแยกตามเทคโนโลยีและอายุโครงการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ส่วนโครงการที่ยังไม่สามารถจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) ได้ แม้ได้รับสิทธิไปแล้วก็อาจต้องกลับมาทบทวน เพราะความล่าช้าส่งผลให้ประเทศเสียโอกาสในการบริหารกำลังผลิตไฟฟ้า
ค่าไฟบ้านกับโรงงานต่างกัน
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ทำไมภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟจำนวนมากยิ่งใช้มากค่าไฟก็ถูกลง ต่างจากภาคครัวเรือน ที่ใช้มากจ่ายมาก อีกฝั่งใช้มากจ่ายน้อยอาจดูเหมือนผิดหลักการ แต่มันมีเหตุผล เพราะโรงงานจำนวนมากเขามีการเลือกใช้อัตรา Time of Use (TOU) โดยย้ายการผลิตไปช่วงกลางคืน ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าจึงทำให้ค่าไฟเฉลี่ยลดลง เขาไม่ได้ผลิตช่วงพีกกลางวันที่อัตราค่าไฟสูง
ส่วนภาคครัวเรือนถูกออกแบบเป็นอัตราขั้นบันได เนื่องจากประชาชนประมาณ 63% ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จึงออกแบบให้ผู้ใช้ไฟส่วนใหญ่ได้รับการช่วยเหลือก่อน และอีกอย่างเขาต้องการให้ประชาชนภาคครัวเรือน “ตระหนักถึงการประหยัดพลังงาน” ถ้าคุณประหยัดค่าไฟบ้านคุณก็ถูกลง มันผันไปตามตัว สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ใช้บ้านเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการ กกพ.แนะนำให้ศึกษาการเปลี่ยนประเภทมิเตอร์หรืออัตราค่าไฟให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย
วางเกณฑ์ค่าไฟ Data Center
นอกจากการดูแลค่าไฟให้ประชาชนแล้ว ประเทศยังต้องเตรียมความพร้อมรองรับการลงทุน Data Center โดยรัฐบาลมีนโยบายให้พิจารณาแยกประเภทอัตราค่าไฟสำหรับ Data Center ออกจากผู้ใช้ไฟประเภทอื่น ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์ โดยแนวทางสำคัญคือ การออกแบบโครงสร้างค่าไฟให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และไม่ให้ภาระจากการลงทุนเพิ่มในระบบไฟฟ้า รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ตกไปยังประชาชนหรือผู้ใช้ไฟฟ้ารายเดิม
หลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาครอบคลุมหลายด้าน ทั้งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า ต้นทุนเชื้อเพลิง การลงทุนเพิ่มในระบบผลิตและระบบสายส่ง ตลอดจนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับจากการดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัล โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนกับการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
ขณะเดียวกันเราก็ต้องทำกรอบหลักเกณฑ์ Direct PPA เพื่อเปิดโอกาสให้ Data Center สามารถใช้ไฟฟ้าสะอาดจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนผ่านระบบสายส่งของประเทศ โดยต้องกำหนดเงื่อนไขเรื่องการจองกำลังไฟฟ้า การใช้ระบบสายส่ง อัตราค่าบริการ และการวางหลักประกัน เพื่อให้มั่นใจว่า “การลงทุนใหม่จะไม่สร้างภาระต้นทุน” เพิ่มเติมแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป แม้ Data Center จะเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยและการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ
แต่การออกแบบอัตราค่าไฟจำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งการดึงดูดนักลงทุน ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และการคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้ารายเดิมควบคู่กัน