กขค.เร่งกฎคุม Ride-hailing หวั่นผูกขาด-ตลาดเหลือผู้เล่นแค่ 2 ราย
กขค.เร่งวางกติกากำกับแพลตฟอร์ม Ride-hailing และบริการจัดส่งออนดีมานด์ หลังผู้เล่นในตลาดจากเดิม5-6 ราย ลดเหลือเพียง 2 ราย หวั่นการแข่งขันกระจุกตัว ขณะที่พบข้อร้องเรียนรวม 18 เคส ทั้งบังคับโปรโมชั่น ปิดระบบ จ่ายงานไม่เป็นธรรม และถูกเรียกค่า GP สูงกว่า 30% เตรียมกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ บังคับแพลตฟอร์มตรวจสอบคนขับ-เก็บข้อมูล เพิ่มความโปร่งใสด้านราคาและอัลกอริทึ่ม เดินหน้าออก Code of Practice ก่อนยกระดับสู่ข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้
นางวรวรรณ ชิตอรุณ กรรมการการแข่งขันทางการค้า (บอร์ด กขค.) เปิดเผยถึงแนวทางการกำกับดูแลตลาดแพลตฟอร์มให้บริการเรียกรถโดยสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Ride-hailing) และบริการจัดส่งออนดีมานด์ว่า กขค.อยู่ระหว่างยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจดังกล่าว หลังพบพฤติกรรมทางการค้าที่อาจไม่เป็นธรรมหลายรูปแบบ ทั้งการบังคับเข้าร่วมโปรโมชั่น การปิดระบบ การจัดสรรงานผ่านอัลกอริทึ่ม ตลอดจนประเด็นค่าธรรมเนียมและโครงสร้างผลตอบแทนของผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์ม ที่ผ่านมา กขค.เคยจัดทำแนวทางสำหรับ Food Delivery Platform แล้ว แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รูปแบบธุรกิจแพลตฟอร์มเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยหลายรายพัฒนาเป็น Super App สามารถให้บริการเรียกรถ ส่งอาหาร และส่งสินค้าอยู่ภายในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้จำเป็นต้องนำหลักการเดิมมาปรับให้ครอบคลุมปัญหาและรูปแบบธุรกิจในปัจจุบันมากขึ้น
“เรามองว่าแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นแค่คนกลาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด เพราะมีบทบาทควบคุมการดำเนินการ และเมื่อเก็บค่าบริการจากผู้ที่เข้ามาให้บริการบนแพลตฟอร์ม ก็ต้องมีความรับผิดชอบร่วมด้วย”
ทั้งนี้ ยังพบหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ กขค.ต้องเร่งดำเนินการ คือ โครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยจากเดิมมีผู้ให้บริการ 5-6 ราย ปัจจุบันเหลือเพียง 2 ราย ทำให้ไม่สามารถปล่อยให้กระบวนการกำกับดูแลใช้เวลานานเหมือนที่ผ่านมา หากปล่อยสถานการณ์ต่อไป มีความกังวลว่าตลาดอาจเหลือผู้เล่นเพียงรายเดียว
นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ กขค.พบคือ ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะในระบบปกติมีต้นทุนจากการปฏิบัติตามกฎและมาตรฐาน ทั้งใบขับขี่สาธารณะ การจดทะเบียนรถ การประกันภัย และมาตรฐานด้านความปลอดภัย ขณะที่แพลตฟอร์มบางรายอาจไม่ได้กำหนดมาตรฐานในระดับเดียวกัน โดยเฉพาะแพลตฟอร์มรายใหม่ที่ต้องการเข้าสู่ตลาด อาจลดขั้นตอนการตรวจสอบคนขับหรือมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อทำให้ต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่ง กขค.มองว่าเป็นปัญหาเชิงการแข่งขัน เพราะทำให้ผู้ประกอบการแต่ละรายไม่ได้แข่งขันอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน
ดังนั้น แนวทางที่กำลังพิจารณาจะกำหนดให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ตรวจสอบหรือ Verify ผู้ให้บริการตั้งแต่ต้น เช่น การมีใบขับขี่สาธารณะ สถานะใบอนุญาต ตลอดจนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้หากเกิดปัญหา โดย กขค.ย้ำว่า ไม่ได้ทำหน้าที่ออกใบอนุญาตแทนหน่วยงานด้านการขนส่ง แต่เข้ามาดูในมิติการแข่งขัน เพื่อไม่ให้แพลตฟอร์มรายหนึ่งสามารถสร้างความได้เปรียบด้วยการลดมาตรฐานและต้นทุนที่ผู้ประกอบการรายอื่นต้องแบกรับตามกฎหมาย
อีกด้านหนึ่งคือพฤติกรรมทางการค้าที่ซ่อนอยู่ในระบบ โดยเฉพาะการใช้อัลกอริทึ่มจัดสรรงาน ซึ่ง กขค.ยกตัวอย่างกรณีคนขับได้รับเงื่อนไขว่า หากทำงานครบ 8 ชั่วโมง และได้จำนวนเที่ยวตามที่กำหนดจะได้รับโบนัส แต่เมื่อคนขับใกล้ทำได้ตามเป้าหมาย อัลกอริทึ่มกลับจัดสรรงานไปให้บุคคลอื่น พฤติกรรมดังกล่าวตรวจสอบได้ยาก และถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา Dark Pattern จึงเป็นเหตุผลที่ กขค.ต้องการกำหนดแนวปฏิบัติทางการค้าที่ดี เพื่อวางกรอบว่าพฤติกรรมใดควรหรือไม่ควรเกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม
นอกจากการจัดสรรงานแล้ว กขค.ยังให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส โดยเฉพาะข้อมูลด้านราคา เช่น ช่วงฝนตก ราคาค่าโดยสารบนแพลตฟอร์มอาจปรับขึ้น 2-3 เท่า แต่ผู้ใช้บริการไม่ทราบว่าราคาเพิ่มขึ้นจากสาเหตุใด จึงต้องการนำหลักความโปร่งใสเข้ามาเป็นหนึ่งในมาตรฐาน รวมถึงฝั่งคนขับที่ควรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้าง Incentive และหลักเกณฑ์การจัดสรรงาน เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะทำงานภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวหรือไม่
นางวรวรรณระบุว่า ปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจกลุ่มดังกล่าวรวม 18 เคส บางเคสเป็นการรวมตัวของผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 20 ราย เพื่อยื่นร้องเรียนในเคสเดียว ลักษณะพฤติกรรมที่ถูกร้องเรียนมีตั้งแต่การให้เข้าร่วมโปรโมชั่นแล้วไม่สามารถออกจากโปรโมชั่นได้ การปิดระบบ การจัดสรรงานไม่เป็นธรรม และการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือ GP ในระดับสูง โดยมีกรณีที่ถูกคิดค่าธรรมเนียมมากกว่า 30%
สำหรับ Road Map ที่กำหนดไว้ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 จะเป็นระยะศึกษาโครงสร้างและพฤติกรรมตลาด พร้อมยกร่างมาตรฐานการให้บริการ จากนั้นเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียและประชาชน ก่อนประมวลผลและสรุปโครงการในวันที่ 23 กันยายน และนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อ กขค.ในวันที่ 28 กันยายน 2569
กระบวนการจะเริ่มจากการจัดทำ Guideline หรือ Code of Practice เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติทางการค้าที่ดีว่าแพลตฟอร์มควรทำหรือไม่ควรทำอะไร ก่อนพัฒนาไปสู่ “ข้อกำหนด” ที่มีผลบังคับใช้ โดย กขค.ต้องการเร่งกระบวนการให้เร็วกว่าการออกแนวปฏิบัติในอดีต ซึ่งบางกรณีใช้เวลาหลายปีกว่าจะพัฒนาไปเป็นกฎบังคับ
ทั้งนี้ กขค.ย้ำว่าเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การสร้างภาระต้นทุนใหม่ให้แพลตฟอร์ม แต่เป็นการทำให้ผู้ประกอบการมีมาตรฐานขั้นต่ำใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะความปลอดภัย การตรวจสอบผู้ให้บริการ การเก็บข้อมูล และความโปร่งใส