ดัน SMEs ไทย-อาเซียน รุกตลาดฮ่องกงผ่านอีคอมเมิร์ซ อัพมาตรฐานสินค้า-เสริมทักษะดิจิทัล
สสว. ผนึก มข. เดินหน้าดัน SMEs ไทย-อาเซียน บุกตลาดฮ่องกงผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลก ยกระดับมาตรฐานสินค้า เสริมทักษะดิจิทัล พร้อมใช้ฮ่องกงเป็นประตูสู่ตลาด Greater Bay Area และตลาดโลก เชื่อมผู้ประกอบการกับคู่ค้าและผู้ซื้อรายใหญ่จากฮ่องกง
ในวันที่ตลาดไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน้าร้านหรือในประเทศอีกต่อไป การมีความรู้ด้านการตลาดออนไลน์จึงกลายเป็นทักษะสำคัญที่ธุรกิจ SMEs ไทยไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการทำตลาดไปยังต่างประเทศ เพราะโลกดิจิทัลเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงลูกค้าใหม่ได้กว้างไกลกว่าที่เคย เพิ่มช่องทางการขาย ขยายฐานตลาด และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านอยู่ในทุกประเทศ
โดยเฉพาะการใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลกที่เปรียบเสมือนประตูเชื่อมสินค้าไทยไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย แต่ยังเป็นสนามให้ SMEs ได้เรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคต่างชาติ พัฒนามาตรฐานสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนยกระดับทักษะดิจิทัลของตัวเองให้ก้าวทันการแข่งขัน
ล่าสุด สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ร่วมกับศูนย์พัฒนาและวิจัยผู้ประกอบการ (The Centre for Entrepreneur Development and Research : CEDAR) ประเทศมาเลเซีย และคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบไฮบริดในหัวข้อ “การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME อาเซียนในตลาดฮ่องกงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล” โดยมีผู้ประกอบการ SMEs ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนเข้าร่วม และผ่านระบบออนไลน์ ณ โรงแรมจูบิลี่ เพรสทีจ รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

นายวิทวัส ล่ำซำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รักษาการแทนผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ กล่าวว่า สสว.ได้เดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการ SMEs ทั้งในไทยและสมาชิกอาเซียนรวม 11 ประเทศ เข้าสู่ตลาดฮ่องกงและจีนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบความร่วมมือเขตการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง (ASEAN-Hong Kong FTA) โดยมุ่งหวังให้ฮ่องกงเป็นประตูสำคัญด่านแรก ในการเชื่อมต่อสู่พื้นที่อ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า หรือ Greater Bay Area (GBA) ของประเทศจีนอย่างเต็มตัว
ตลาดฮ่องกงถือเป็นโอกาสทองที่สำคัญเนื่องจากมีพฤติกรรมการบริโภคที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ สูงถึง 90% ในสัดส่วนของไทย 58.4% หรือมูลค่ารวม 11 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูล ณ ปี 2568) โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหารสดและอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ SMEs ไทยมีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพในการแข่งขันสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค อีกทั้งสินค้าไทยยังได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคชาวฮ่องกงและชาวจีนเป็นอันดับหนึ่ง
การขับเคลื่อนในครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการใน 3 มิติหลัก คือ การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของฮ่องกงและจีน การปรับปรุงข้อมูลสินค้าและส่วนประกอบให้เป็นภาษาจีนตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง และที่สำคัญคือการเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากและตัดตัวกลางในระบบการค้าดั้งเดิม ทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กมีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงได้อย่างเท่าเทียมกับธุรกิจรายใหญ่ โดยมีการดึงยักษ์ใหญ่ อย่าง JD.com, Tmall และ Taobao มาถ่ายทอดเทคนิคการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ และการสร้างการรับรู้แบรนด์ เพื่อให้สินค้า SMEs เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สสว. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สสว. ยังได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินงานเว็บไซต์ “ASEAN Access” ซึ่งเป็นพอร์ทัลกลางของภูมิภาค พร้อมช่องทางเรียนรู้ออนไลน์ “ASEAN Access LEARN” เพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรความรู้ให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาศึกษาบทเรียนและกลยุทธ์การทำธุรกิจย้อนหลังได้ตลอดเวลา โดยการก้าวสู่ความเป็นสากลในครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการตามแผนส่งเสริม SMEs ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมและงานวิจัย ซึ่งช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับ SMEs และ Startup ตั้งแต่เริ่มต้น
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่จะนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จในตลาดต่างประเทศ คือ ความพร้อมของตัวผู้ประกอบการ มาตรฐานสินค้าที่เป็นสากล และการเลือกใช้ช่องทางตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการคว้าโอกาสจากกำลังซื้อมหาศาลในภูมิภาคจีนตอนใต้ต่อไป

ด้าน ผศ.ดร.พงษ์สุทธิ พื้นแสน คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้เดินหน้าขับเคลื่อนศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ในภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มตัว ผ่านการรับทุน สนับสนุนจากโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง (ASEAN-Hong Kong FTA Economic Cooperation หรือ ECP) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อผลักดันสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดฮ่องกงซึ่งถือเป็นประตูสำคัญในการกระจายสินค้าไปสู่ตลาดโลก
โครงการดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินงานรวม 1 ปี โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางหลักในการดำเนินงาน แต่ครอบคลุมการพัฒนาผู้ประกอบการผ่านระบบออนไลน์ไปยัง 11 ประเทศสมาชิกอาเซียนผ่านแพลตฟอร์ม “ASEAN Access LEARN and ASEAN Access MATCH” ซึ่งนอกจากจะมีการจัดเวิร์กช็อปในรูปแบบไฮบริด เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้แล้ว ไฮไลต์สำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรพลาด คือ กิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีตัวแทนจำหน่าย (Distributor) และผู้ซื้อ (Buyer) รายใหญ่จากฮ่องกง
เข้าร่วมมากกว่า 10 ราย เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าที่เป็นรูปธรรมให้กับ SMEs ในภูมิภาค
แม้ว่าผู้ประกอบการ SMEs ในปัจจุบันจะมีความเชี่ยวชาญในตัวสินค้าอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญที่ยังเป็นอุปสรรค คือ การขาดทักษะด้านดิจิทัลแพลตฟอร์มและการทำตลาดออนไลน์รวมถึงข้อจำกัดด้านเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ มหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงมุ่งหวังที่จะปรับเปลี่ยนแนวคิด (Mindset) ของผู้ประกอบการจากการโฟกัสเพียงตลาด ในประเทศที่มีประชากรราว 70 ล้านคน ให้ก้าวไปสู่ตลาดโลกที่มีประชากรหลายพันล้านคน โดยใช้ฮ่องกงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายฐานลูกค้า
ในฐานะสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้วางบทบาทตัวเองเป็น “สะพานเชื่อม” (Bridge) ระหว่างภาควิชาการและภาคธุรกิจ โดยทำหน้าที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทั้งฮ่องกง จีน มาเลเซีย และไทย มาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ากับคู่ค้าในต่างประเทศโดยตรง ซึ่งหน้าที่หลักของมหาวิทยาลัย คือ การเติมเต็มช่องว่างทางความรู้และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ เพื่อให้ SMEs สามารถทำการค้าได้อย่างยั่งยืนในเวทีสากล
“การปรับตัวในยุคดิจิทัล ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมองข้ามข้อจำกัดด้านภาษา เนื่องจากในปัจจุบันมีเทคโนโลยี AI และแอปพลิเคชั่นแปลภาษาที่เข้ามาช่วยทลายกำแพงสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปรับทัศนคติให้มองว่าโลกทั้งใบ คือ ตลาดของเรา ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าในฮ่องกง จีน อเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น ทุกคนสามารถเข้าถึงสินค้าของ SMEs ได้หากรู้จักใช้เครื่องมือดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป้าหมายในการนำพาธุรกิจไทยและอาเซียนให้เติบโตไกลในระดับโลก” คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มข.กล่าว

