เอกชนหนุน ไทยเที่ยวไทยพลัส ชงปลดล็อกใบอนุญาตโรงแรมดันเงินสะพัดท้องถิ่น
เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 อาจกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลเตรียมเปิดโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” หวังกระตุ้นการเดินทางและเม็ดเงินสะพัดในช่วงปลายปี
ขณะที่เอกชนบางส่วนสะท้อนจุดเปราะบางเรื่องใบอนุญาตโรงแรม ทำผู้ประกอบการรายย่อยเข้าไม่ถึงเม็ดเงินรัฐ
เติมเต็มช่องว่างไฮซีซั่น
จากกรณีที่ภาครัฐเตรียมดำเนินมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ในลักษณะ Co-payment (อุดหนุนร่วม) ให้สิทธิส่วนลดสูงสุด 3,000 บาทต่อ 1 สิทธิ จำนวน 500,000 สิทธิทั่วประเทศ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” นำไปสู่การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ
นายอนุพงษ์ เร่งเร็ว ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จังหวัดเชียงใหม่ และผู้บริหารโรงแรม The Experience Walking Street Chiang Mai กล่าวว่า โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสจะเข้ามาเติมเต็มในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ถือเป็นจังหวะเวลาที่ประจวบเหมาะ เพราะเดือนตุลาคมคือประตูสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ของภาคเหนือ โดยพบว่า ในช่วงไตรมาส 4 เชียงใหม่มียอดจองห้องพักล่วงหน้าจากนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วกว่า 70% และโรงแรมหลายแห่งยอดจองเต็มแล้ว
ประกอบกับมีอีเวนต์ใหญ่รอรองรับอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Lanna Expo ในเดือนตุลาคม, ประเพณียี่เป็ง ในเดือนพฤศจิกายน และ Chiang Mai Design Week ในเดือนธันวาคม โครงการของภาครัฐจึงเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่าง 30% ที่เหลือได้ตรงจุด โดยเฉพาะการดึงดูดนักท่องเที่ยวคนไทยให้เดินทางมาพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวปลายปี
หวั่นติดล็อก “ใบอนุญาต”
นายอนุพงษ์กล่าวต่อว่า “จุดเปราะบาง” ในเรื่องข้อติดขัดของ “ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม” กลายเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้โฮมสเตย์ เกสต์เฮาส์ หรือธุรกิจชุมชนคนตัวเล็กไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยในเขตตัวเมืองเชียงใหม่มีห้องพักทั้งหมดราว 20,000 ห้อง แต่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมถูกต้องเพียง 10,000 ห้อง (ราวครึ่งเดียว)
ดังนั้น กลุ่มเกสต์เฮาส์ โฮมสเตย์ และบ้านรีโนเวตรายย่อยที่ไม่มีใบอนุญาต ไม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการรัฐได้ ส่งผลให้สิทธิและเม็ดเงินยังคงกระจุกตัวอยู่กับโรงแรมขนาดใหญ่ 3-5 ดาว ส่งผลให้เม็ดเงินสิทธิประโยชน์ยังคงกระจุกตัวอยู่กับโรงแรมขนาดใหญ่ สูญเสียโอกาสในการกระจายรายได้ และอาจนำไปสู่ภาวะการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมที่กลุ่มทุนใหญ่ฟื้นตัวได้ดี แต่รายย่อยยังคงซบเซา

ขณะเดียวกันสมาพันธ์ SME ไทยอยู่ระหว่างเสนอโมเดล “SME Plus” ผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อปรับเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยให้เหมาะสมและปลดล็อกให้รายย่อยเข้าร่วมโครงการรัฐได้ โดยขอให้ภาครัฐผ่อนปรนเกณฑ์ ยึดเอามาตรฐานความปลอดภัยและความสะอาดพื้นฐานเป็นหลักแทนข้อกำหนดเรื่องใบอนุญาตแบบดั้งเดิม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าร่วมโครงการได้ พร้อมเสนอให้เพิ่มระบบ Gift Voucher หรือคูปองส่วนลดที่เชื่อมโยงกับร้านอาหารและกิจกรรมท่องเที่ยวในท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการกระจายเม็ดเงินลงสู่ห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง
“โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสถือเป็นจังหวะที่ดีในการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชียงใหม่ช่วงปลายปี แต่หากภาครัฐสามารถปลดล็อกเงื่อนไขใบอนุญาตเพื่อรองรับที่พักรายย่อยได้ ก็จะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ผู้ประกอบการฐานรากและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”
กระตุ้นการตัดสินใจระยะสั้น
ด้าน อ.ดร.มัทนา วงศ์ศิริขจร จากศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการลักษณะนี้ซึ่งต่อยอดมาจากแพตเทิร์นเดิมอย่าง “เราเที่ยวด้วยกัน” ที่ประชาชนคุ้นเคย อาจจะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจท่องเที่ยวของประชาชนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่คนชะลอการเดินทาง
นอกจากนี้ การอัดฉีดงบประมาณในช่วง High Season ยังช่วยเพิ่ม “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” (Multiplier Effect) ให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นได้เร็วกว่าช่วง Low Season เนื่องจากผู้ประกอบการมีความพร้อมในการจ้างงานและสั่งซื้อวัตถุดิบรองรับอยู่แล้ว ขณะที่การใช้อัตราอุดหนุนแบบ Flat Rate เท่ากันทั่วประเทศ แม้ไม่ได้แยกตามค่าครองชีพแต่ละพื้นที่ แต่มีข้อดีคือช่วยให้ภาครัฐดำเนินโครงการได้รวดเร็ว ประหยัดงบประมาณบริหารจัดการ และยังเป็นประโยชน์ต่อจังหวัดที่มีภาวะยากจนให้ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับจังหวัดใหญ่
อ.ดร.มัทนากล่าวว่า ในประเด็นความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ การอัดฉีดเงินลักษณะนี้เน้นสร้างความคึกคักและการจับจ่ายใช้สอยชั่วคราวตามฤดูกาลเท่านั้น ถือเป็นผลกระทบระยะสั้นและเป็นการสร้างภาพจำ มากกว่าที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ หรือให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนเท่ากับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือนโยบายภาษี
E-Voucher กระจายเงินสู่ชุมชน
ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด กล่าวว่า หากโครงการเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะเป็นช่วงรอยต่อ Low Season เข้าสู่ High Season ของจังหวัดตราด จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูฝนที่เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการส่งเสริมที่ถูกจุด
การสนับสนุนส่วนลดค่าที่พัก 50% สูงสุด 3,000 บาท/สิทธิ จะช่วยเร่งการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย การปรับเพิ่มวงเงินคูปองดิจิทัล (E-Voucher) เป็น 1,000 บาทต่อสิทธิ (จากเดิม 500 บาท) ที่สามารถนำไปใช้กับร้านอาหาร, บริการนวด/สปา, ร้านขายของที่ระลึก, ทัวร์ One Day Trip และรถเช่า ช่วยเพิ่มการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนบนฝั่ง

นอกจากนี้ การเปิดให้ใช้สิทธิได้ทุกวันโดยไม่จำกัดเฉพาะวันธรรมดาหรือวันหยุด ยังช่วยเพิ่มอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ในวันธรรมดา ลดปัญหาการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ และทำให้ผู้ประกอบการที่พักมีรายได้สม่ำเสมอมากขึ้น
ว่าที่ร้อยตรีกรกฎกล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (High-Value Tourism) ได้ดี เนื่องจากส่วนลดค่าที่พักสามารถจูงใจนักท่องเที่ยวเลือกจองที่พักคุณภาพสูงหรือขยายระยะเวลาพักค้างคืน (Length of Stay) ให้ยาวนานขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น จากแนวโน้มสถิติที่ผ่านมานักท่องเที่ยวไทยในตราดมีอัตราการใช้จ่ายต่อคนต่อทริปสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม คาดว่าภาพรวมไตรมาสที่ 4 (เดือนตุลาคม – ธันวาคม) จำนวนนักท่องเที่ยวไทยและรายได้ภาคท่องเที่ยวจังหวัดตราดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยว สภาพอากาศและคลื่นลมเหมาะกับการเดินทางไปยังเกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก ประกอบกับมีแรงกระตุ้นจากโครงการจะช่วยเร่งการตัดสินใจเดินทางและกระจายตัวตลอดช่วงปลายปี
โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่มาตรการกระตุ้นยอดขายระยะสั้น แต่คือ “สะพานเชื่อม” สู่ยุทธศาสตร์ใหญ่ของ ททท. ปี 2570 ที่มุ่งเปลี่ยนการท่องเที่ยวตราดจาก “การขายสถานที่” ไปสู่ “การขายประสบการณ์ทรงคุณค่า” ที่ไม่เน้นแข่งกันที่จำนวนคน แต่เน้นแข่งกันที่ “คุณค่าและความหมาย” โดยเฉพาะการตอกย้ำให้ตราดเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Eastern Sea Healing หรือหมุดหมายแห่งการพักผ่อนเยียวยาชีวิต
หวังดึงนักท่องเที่ยวช่วงมรสุม
นายวัฒน เริงสมุทร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน กล่าวว่า เนื่องจากทะเลถือเป็นจุดขายหลักของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน โครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงหน้ามรสุมของภาคใต้ฝั่งอันดามัน แม้จะมีฝนตกต่อเนื่อง แต่จังหวัดท่องเที่ยวในพื้นที่สามารถเตรียมกิจกรรมหรือแหล่งท่องเที่ยวบนบกเข้ามารองรับ เพื่อเป็นทางเลือกในวันที่ไม่สามารถเดินทางออกทะเลได้ ดังนั้นยิ่งโครงการสามารถเริ่มได้เร็วเท่าใดก็จะยิ่งส่งผลดีกับภาคธุรกิจมากขึ้น
ทั้งนี้ หากรัฐบาลประเมินผลแล้วพบว่าโครงการได้รับการตอบรับดีควรพิจารณาขยายระยะเวลาออกไปมาตรการจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเลือกท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น และสามารถสร้างเม็ดเงินสะพัดได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

อย่างไรก็ตาม ได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการเสริมควบคู่กัน เช่น โครงการทัวร์ทั่วไทย โดยให้บริษัทนำเที่ยวเป็นกลไกหลักในการกระตุ้นการเดินทาง รวมถึงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายรถบัสหรือแพ็กเกจท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการขนาดเล็กอย่างทั่วถึง
“เชื่อว่าบรรดาผู้ประกอบการโรงแรมที่พักขานรับโครงการนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องควบคุมเงื่อนไขต่าง ๆ ไม่ให้สลับซับซ้อน เพื่อให้คนไทยเข้าถึงได้ง่าย”
ภูเก็ตชี้รัฐต้องตรวจสอบเข้ม
นายจรัล ส่างสาร รองประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสสามารถจูงใจให้ประชาชนออกเดินทางท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอย จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งที่ผ่านมามีโครงการลักษณะเดียวกัน ที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนออกไปใช้จ่าย ช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้า
อย่างไรก็ตาม ได้มีข้อเสนอแนะคือ รัฐบาลต้องตรวจสอบผู้ได้รับสิทธิอย่างเข้มงวด ตรงไปตรงมา และโปร่งใส ตรงตามวัตถุประสงค์โครงการ เนื่องจากเป็นเงินภาษีของประชาชน จึงต้องดำเนินการให้ตรงตามวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสหรือการได้รับสิทธิของผู้ที่ไม่ควรได้รับ
ขณะที่ นายสรายุทธ มัลลัม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต และกรรมการคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (กรอ.การท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้มีการหารือในที่ประชุม กรอ.การท่องเที่ยวตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งมีการปรับปรุงรายละเอียดของโครงการ และมองว่าเป็นมาตรการที่สามารถเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้
อย่างไรก็ดีภาคเอกชนล้วนต่างสะท้อนความเห็นว่า “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ถือเป็นมาตรการที่เข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจปลายปี แต่โจทย์สำคัญคือ การออกแบบเงื่อนไขให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงได้ง่าย ควบคู่กับการเพิ่มกลไกกระจายรายได้ ให้ผลประโยชน์จากมาตรการลงไปถึงรายย่อยและชุมชนในพื้นที่อย่างแท้จริง