80 ปี ‘น้ำตาลขอนแก่น’ จากอ้อยสู่ ‘พลังงานแห่งอนาคต’
ย้อนไปเมื่อ 80 ปีก่อนคงไม่มีใครคาดคิดว่าโรงงานนํ้าตาลที่มีกำลังการผลิตเพียง 600 กิโลกรัมต่อวัน จะเติบโตเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายนํ้าตาลรายใหญ่ของประเทศไทย มีกำลังการหีบอ้อยรวมกว่า 150,000 ตันต่อวัน ที่พร้อมต่อยอดธุรกิจไปสู่พลังงานหมุนเวียนและผลิตภัณฑ์ชีวภาพครบวงจร
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “นายชลัช ชินธรรมมิตร์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL Group ถึงบทเรียนการบริหารธุรกิจ วิวัฒนาการของอุตสาหกรรม และทิศทางใหม่ของ “อ้อย” ที่กำลังถูกยกระดับจากพืชเศรษฐกิจสู่ฐานสำคัญของพลังงานสะอาด
วิกฤตคือห้องเรียนขององค์กร
กลุ่มน้ำตาลขอนแก่นก่อตั้งในปี 2488 เริ่มต้นด้วยกำลังการผลิตเพียง 600 กิโลกรัมต่อวัน ก่อนพัฒนากระบวนการผลิตและนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาใช้อย่างต่อเนื่อง จนวันนี้มีกำลังการผลิตรวมกว่า 150,000 ตันอ้อยต่อวัน และก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลอันดับ 3 ของประเทศไทย ที่ผ่านมาการเติบโตไม่ได้เกิดจากการเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เราพัฒนาเทคโนโลยี มาตรฐานคุณภาพ และนวัตกรรม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคในประเทศและตลาดต่างประเทศ ว่าเพราะเราไม่ได้มองเพียงการผลิตน้ำตาล แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว และพร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ
บทเรียนจากวิกฤต ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม วิกฤตการเงิน และโควิด-19 ซึ่งแต่ละเหตุการณ์กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องปรับตัว เราเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยจากอดีตจนถึงอนาคต แต่ละวิกฤตล้วนเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมองค์กร
ปี 2535 เราเผชิญ “เหตุการณ์กากน้ำตาลรั่วไหล” ลงแหล่งน้ำสาธารณะ ทำให้บริษัทต้องยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และเป็นช่วงเวลาที่ทั้งภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ต่อมาปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้งทำให้เราเรียนรู้เรื่องวินัยทางการเงิน การบริหารสภาพคล่อง และการลงทุนอย่างระมัดระวัง บทเรียนครั้งนั้นยังคงเป็นหลักคิดสำคัญในการดำเนินธุรกิจจนถึงทุกวันนี้
ส่วนวิกฤตโควิด-19 ปี 2562 แม้การค้าทั่วโลกชะลอตัว แต่ก็ทำให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วมาก เราจึงเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำตาลเพื่อสุขภาพและสินค้าใหม่ ๆ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป
สูตรบริหารธุรกิจ 80 ปี
หากสรุปบทเรียนการบริหารองค์กรให้อยู่รอดได้ยาวนานมีหัวใจสำคัญอะไรบ้าง ผมว่าบทเรียนสำคัญที่ตกผลึกจากประสบการณ์เหล่านี้ เริ่มจาก “วินัยทางการเงิน” เพราะเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารธุรกิจ ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะปกติหรือภาวะวิกฤต เรื่องที่สองคือ ลงทุนให้ถูกจังหวะและตรงความต้องการของตลาด เราต้องมองให้ออกว่าผู้บริโภคกำลังต้องการอะไร และการเปลี่ยนแปลงของโลกกำลังพาอุตสาหกรรมไปทางไหน เรื่องที่สามคือ มองปัญหาในภาพรวม เพราะหลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากจุดเดียว หากมองเฉพาะหน้าอาจแก้ไม่ตรงจุด และสุดท้ายคือการสร้างผู้สืบทอด ธุรกิจที่อยู่ได้ยาวต้องมีคนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้ คนเหล่านั้นต้องพร้อมที่จะรับช่วงต่อ เพราะการส่งต่อธุรกิจคือ การส่งต่อความยั่งยืน
ไม่ได้ขายแค่น้ำตาลอีกต่อไป
ภาพของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในวันนี้เปลี่ยนไปจากอดีตมาก ในอดีตเมื่อพูดถึงอ้อยทุกคนจะนึกถึงน้ำตาลเป็นหลัก แต่วันนี้อ้อยกลายเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมชีวภาพทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าชีวมวลที่ได้จากชานอ้อย ใบอ้อย และยอดอ้อย ซึ่งนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ส่วนเอทานอลที่ได้มาจากผลพลอยได้จากกระบวนการทำน้ำตาลทรายที่เรียกว่ากากน้ำตาล (Molasses) ก๊าซชีวภาพที่มาจากน้ำเสียจากกระบวนการผลิตน้ำตาล มาหมักย่อยในระบบไร้อากาศ หรือใช้ใบอ้อยและยอดอ้อยที่เหลือทิ้งจากการเก็บเกี่ยว นำมาเข้ากระบวนการหมักร่วมกับมูลสัตว์เพื่อผลิตก๊าซมีเทน ปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอีกจำนวนมาก
นั่นหมายความว่า “คุณค่าของอ้อยไม่ได้อยู่แค่น้ำตาล” แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต หากได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง อ้อยจะเป็นฐานสำคัญของพลังงานหมุนเวียนไทย ลดการนำเข้าพลังงาน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว
ผลผลิตเพิ่มแต่ยังมีปัจจัยเสี่ยง
ตัวเลข 3 ฤดูการผลิตล่าสุดสะท้อนว่า อุตสาหกรรมฟื้นตัวได้ดี อย่างฤดูการผลิต 2566/67 มีผลผลิตอ้อย 82.17 ล้านตัน เพิ่มเป็น 92.04 ล้านตันในปี 2567/68 และล่าสุดอยู่ที่ 105.86 ล้านตันในฤดูการผลิต 2568/69 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนที่เอื้อต่อการเพาะปลูก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ทั้งความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ราคาพลังงาน ราคาปุ๋ย แรงงาน รวมถึงต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ซึ่งยังผันผวนอยู่ตลอดเวลา อุตสาหกรรมจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนมากกว่าที่เคย
แน่นอนว่ารวมถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ “อ้อยสด” สำหรับการลดการเผาอ้อย ซึ่งเป็นความสำเร็จร่วมกันของภาครัฐ โรงงาน และเกษตรกร สะท้อนว่าทุกฝ่ายร่วมกันลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้การเปลี่ยนผ่านจะทำให้ต้นทุนบางส่วนเพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวถือเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม และตอบโจทย์ตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สำหรับทิศทางธุรกิจจากนี้ จุดแข็งของ KSL คือการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการผลิต และก้าวต่อไปคือการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อนำทรัพยากรทุกส่วนของอ้อยมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าสูงสุด กากอ้อยสามารถพัฒนาเป็นพลังงานชีวมวล ไฟฟ้าชีวมวลสามารถต่อยอดสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด กากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ส่วนปุ๋ยอินทรีย์ก็สามารถหมุนเวียนกลับไปสู่ภาคการเกษตรได้ ทั้งหมดนี้คือการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำนวัตกรรมพลังงานธรรมชาติ เพื่อทุกความต้องการ
เป้า “อุตสาหกรรมสีเขียว”
ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไป คือ การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ตลาดโลกให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดคาร์บอน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎระเบียบ แต่เป็นเงื่อนไขในการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต ซึ่ง “อ้อยจะเป็นมากกว่าพืชเศรษฐกิจ”
หากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรม และนโยบายภาครัฐเข้าด้วยกันได้ จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และตลอด 80 ปีที่ผ่านมา KSL ให้ความสำคัญกับการเติบโตควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดสร้างสุขที่ยั่งยืน