ถอดบทเรียนน้ำท่วมเชียงใหม่ พลิกแผนรับมือสู่เมืองปรับตัวยั่งยืน
วิกฤตนํ้าท่วมใหญ่เชียงใหม่ปี 2567 ทิ้งบาดแผล ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และคำถามใหญ่ไว้ให้คนในพื้นที่ว่า “เราจะตั้งรับแบบเดิมไปอีกนานแค่ไหน”
บทเรียนครั้งใหญ่จึงถูกนำมา “ถอดสมการ” สู่ยุทธศาสตร์ใหม่ ให้เชียงใหม่เป็นเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมปรับตัว และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
“รศ.ชูโชค อายุพงศ์” หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ คีย์แมนคนสำคัญในการวางผังและทำแผนแก้น้ำท่วมเชียงใหม่ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” โดยฉายภาพยุทธศาสตร์การรับมือภัยพิบัติยุคใหม่ไว้อย่างน่าสนใจ

ถอดบทเรียน ลดความสูญเสีย
รศ.ชูโชคกล่าวว่า การบริหารจัดการภัยพิบัติน้ำท่วมของจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบันได้เกิดการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ โดยเน้นนำ “หลักวิชาการ” เข้ามาสนับสนุนการตัดสินใจของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด (EOC-Emergency Operations Center) เพื่อให้การรับมือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงจุด และลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวจากการตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น
ทั้งนี้หลักการจัดการความเสี่ยงตามแนวทางสากลอธิบายไว้ชัดเจนว่า ภัยพิบัติไม่ได้เกิดขึ้นจากฝนตกหนักเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของ 3 ปัจจัยหลักที่มาประจวบกัน นั่นคือ 1.ภัยคุกคามจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฝนตกหนัก มรสุม หรือพายุ 2.ความล่อแหลมจากมนุษย์ อาคาร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่ทางน้ำไหล 3.ความเปราะบาง หรือความไม่พร้อมของระบบรับมือ การขาดองค์ความรู้ หรือการขาดแผนเผชิญเหตุที่รวดเร็ว
รศ.ชูโชคกล่าวต่อว่า เนื่องจาก “ภัยคุกคาม” จากธรรมชาติอย่างพายุฝนเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ หัวใจของการทำงานจึงตกอยู่ที่การบีบ “ความล่อแหลม” และ “ความเปราะบาง” ให้เล็กลง
หากจังหวัดมีระบบเตือนภัยที่แม่นยำ มีแผนเผชิญเหตุที่ชัดเจน ทั้งก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัย แม้จะไม่สามารถห้ามไม่ให้น้ำล้นตลิ่งได้ 100% แต่สามารถอพยพกลุ่มเปราะบาง ประชาชน และเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน เช่น รถยนต์ออกจากพื้นที่ได้ทันเวลา ซึ่งตามสถิติแล้วการเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินได้มากถึง 30%
ยกระดับเตือนภัยล่วงหน้า 9 ชั่วโมง
ในมิติของการแจ้งเตือนภัย รศ.ชูโชคกล่าวว่าปัจจุบันเขตเมืองเชียงใหม่ได้รับการพัฒนาระบบพยากรณ์น้ำล่วงหน้าที่มีความแม่นยำสูงกว่า 90% ในระยะเวลา 9-12 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นกรอบเวลาที่เพียงพออย่างยิ่งสำหรับการเตรียมพร้อม รับมือ และอพยพ ควบคู่กับการประกาศใช้แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม (Flood Hazard Map) รูปแบบใหม่ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเริ่มประกาศใช้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
แผนที่ดังกล่าวใช้การจำลองสถานการณ์ตามระดับความสูงของแม่น้ำปิงที่เพิ่มขึ้น เช่น หากระดับน้ำปิงอยู่ที่ 4.50 เมตร หรือขยับขึ้นเป็น 5.00 เมตร ระบบจะแสดงผลทันทีว่ามวลน้ำจะเอ่อล้นเข้าท่วมในพื้นที่ใด ลึกเท่าใด และขยายขอบเขตไปถึงจุดใดบ้าง
การมีข้อมูลจำลองที่แม่นยำนี้ ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ไข่แดงเสี่ยงสูงสามารถเตรียมตัวอพยพและยกของขึ้นที่สูงได้ทันท่วงที ในขณะเดียวกันประชาชนที่อยู่นอกเขตเสี่ยง เช่น อำเภอสันกำแพง หรือพื้นที่บนเนินสูง ก็ไม่ต้องเกิดความตระหนกหรือตื่นตกใจจนกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้การสื่อสารในภาวะวิกฤตยังได้ยกระดับผ่านศูนย์ข่าวสารร่วม (Joint Information Center : JIC) เพื่อทำหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และเป็นเอกภาพ โดยไม่จำเป็นต้องไปโต้ตอบข่าวปลอม (Fake News) ในพื้นที่โซเชียลมีเดียของผู้อื่น แต่เน้นการปล่อยข้อมูลที่ถูกต้องและประสานงานกับสื่อมวลชนเพื่อกระจายข่าวสารที่เชื่อถือได้ไปสู่ประชาชนอย่างครอบคลุม

ปรับแผนย้ายกลุ่มเปราะบางก่อน
รศ.ชูโชคกล่าวอีกว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการอพยพประชาชน เมื่อถอดบทเรียนจากช่วงปี 2567 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่อพยพได้ทันประมาณ 80-90% แต่ยังคงมีอีกประมาณ 10% ที่ตัดสินใจรอดูสถานการณ์ เนื่องจากความห่วงบ้านและความเสียดายทรัพย์สิน
เมื่อมวลน้ำทะลักเข้าพื้นที่จนต้องมีการตัดระบบไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย ประชาชนที่ค้างอยู่ตามอาคารบ้านเรือนจะเริ่มเปลี่ยนใจและแจ้งขอความช่วยเหลือในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้เกิดสภาวะตึงตัวในระบบกู้ภัยอย่างหนัก อีกทั้งการนำเรือกู้ภัยเข้าสู้กับกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากในความมืดยามค่ำคืนมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุเรือพลิกคว่ำและอันตรายถึงชีวิต
แผนการอพยพใหม่จึงเน้นการรณรงค์ให้อพยพ “กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง” ก่อนน้ำมาถึง เพราะเมื่อน้ำเข้าพื้นที่แล้ว การอพยพแทบจะไม่สามารถทำได้อย่างปลอดภัย เราต้องใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของเมือง ซึ่งไม่ได้เป็นพื้นที่ราบกว้างเหมือนภาคกลาง เพียงแค่ขับรถหรือเคลื่อนย้ายออกจากจุดท่วมขังเพียง 1-2 กิโลเมตรก็สามารถหลุดเข้าสู่พื้นที่สูงได้โดยไม่จำเป็นต้องไปแออัดที่ศูนย์พักพิงเพียงอย่างเดียว
ขุดลอกลำน้ำ-รื้อฝาย เพิ่มการระบาย
ด้านการเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของแม่น้ำปิง รศ.ชูโชคอธิบายว่า นอกเหนือจากการขุดลอกตะกอนทรายในลำน้ำไปแล้วกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร มาตรการที่พิสูจน์แล้วว่าส่งผลกระทบเชิงบวกสูงสุดและได้ผลชัดเจนที่สุดคือ การรื้อถอนฝายกั้นน้ำ (ฝายหินทิ้ง) ออกทั้งหมด เพื่อคืนลำน้ำให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งที่ผ่านมาต่อให้มีการทุ่มงบประมาณขุดลอกแม่น้ำให้ลึกเพียงใด แต่ตราบใดที่ฝายกั้นน้ำยังคงอยู่ สันฝายจะทำหน้าที่ยกระดับน้ำให้สูงขึ้นตลอดเวลา ทำให้การขุดลอกไม่ได้ผลเท่าที่ควร
เมื่อมีการตัดสินใจรื้อฝายออกทั้งหมด และปล่อยให้แม่น้ำไหลตามธรรมชาติ ผลการทดสอบเชิงประเมินพบว่า ในปริมาณน้ำและอัตราการไหลเท่าเดิม ระดับน้ำสูงสุด (Peak Flow) ลดลงจากเดิมถึง 50 เซนติเมตร ซึ่งถือเป็นระยะระดับน้ำที่มีความหมายมหาศาลต่อการรอดพ้นภัยน้ำท่วมของเขตเมือง
สำหรับจุดคอขวดสำคัญบริเวณสะพานภาค 5 มีโครงสร้างตอม่อขนาดใหญ่ขวางทางน้ำไหล ปัจจุบันกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 5 ได้รับงบประมาณย้ายที่ทำการไปยังพื้นที่ใหม่แถบแม่โจ้แล้ว ซึ่งในอนาคตเมื่อย้ายออกเสร็จสิ้น รัฐบาลจะเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขุดขยายลำน้ำปิงให้กว้างขึ้น เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับ Span สะพาน 2 ช่องทางที่เคยสร้างขยายรอไว้ก่อนหน้านี้ได้อย่างสมบูรณ์
จัดระเบียบพื้นที่รุกล้ำแม่น้ำ
เมื่อกล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง รศ.ชูโชคชี้ว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของเมืองไทยรวมถึงเชียงใหม่คือ การที่มนุษย์เข้าไปแย่งพื้นที่ของแม่น้ำ ปล่อยให้มีการรุกล้ำตลิ่ง ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงปัญหาการออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดินทับซ้อนพื้นที่ทางน้ำไหลเดิม ส่งผลให้แม่น้ำปิงที่เคยกว้างกว่า 100-150 เมตร ถูกบีบให้แคบลงเหลือ 60-70 เมตรในบางช่วง
ทั้งนี้น้ำท่วมไม่ได้เกิดจากแม่น้ำมีปริมาณน้ำมากเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพื้นที่แม่น้ำน้อยเกินไป วันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่า การคิดจะทำโครงการผันน้ำ หรือ Bypass รอบเมืองต้องใช้เงินงบประมาณมหาศาลในการเวนคืนที่ดิน อีกทั้งภูมิประเทศของภาคเหนือแม่น้ำคือจุดที่ต่ำที่สุด การทำ Bypass ที่อยู่สูงกว่าจะต้องใช้ระบบสูบน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ดังนั้น การรักษารวมถึงการขอคืนพื้นที่แม่น้ำ (Floodplain) ให้แม่น้ำได้มีทางวิ่งของตัวเอง คือทางออกที่ดีที่สุดและประหยัดงบประมาณที่สุด

แก้มลิงและฟองน้ำป่าไม้มีขีดจำกัด
ในมิติของทรัพยากรธรรมชาติ รศ.ชูโชคให้มุมมองทางวิชาการว่า ข้อเท็จจริงทางกายภาพของน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือมักไม่ได้เกิดจากฝนตกหนักลูกแรก แต่เกิดจากมรสุมหรือฝนที่ตกซ้ำลงมาในลูกที่ 2 และลูกที่ 3 พื้นที่ป่าไม้และแก้มลิงธรรมชาติมีลักษณะการทำงานเหมือน “ฟองน้ำ” หรือ “ลิงอมข้าว” ในช่วงฝนตกแรก ๆ ดินและแก้มลิงจะซึมซับและดูดซับน้ำไว้จนเต็มศักยภาพ แต่เมื่อฝนตกซ้ำลงมาในลูกถัดไป ช่องว่างในดินอิ่มตัวและไม่มีแรงดูดซับน้ำเพิ่ม มวลน้ำทั้งหมดจะไหลหลากลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำทันที
ประกอบกับภูมิประเทศของภาคเหนือเป็นพื้นที่ลาดชัน แก้มลิงขนาดเล็กจึงไม่สามารถตัดยอดคลื่นน้ำได้ทั้งหมด สิ่งที่จะทำหน้าที่ตัดยอดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ คืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อย่างเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลเท่านั้น ดังนั้นการพึ่งพาเพียงป่าไม้หรือแก้มลิงอย่างเดียวโดยไม่มีระบบการต้านรับเชิงโครงสร้างและการระบายน้ำในเขตเมืองที่ดี จึงไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤต
เชียงใหม่มีภูมิต้านทานมากกว่าเดิม
หลายคนอาจมีคำถามสำคัญว่า หากปีนี้มีฝนตกหนักในระดับเดียวกับปี 2567 เชียงใหม่จะยังเจอน้ำท่วมซ้ำรอยเดิมอีกหรือไม่ ?
รศ.ชูโชคให้คำตอบที่สะท้อนถึงความพร้อมในปัจจุบันว่า วันนี้เชียงใหม่มีภูมิต้านทานมากขึ้นกว่าเดิม
คำว่า “ภูมิต้านทาน” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงจะไม่มีน้ำล้นตลิ่งเลย 100% แต่หมายถึงการที่เมืองมีเกราะป้องกันเชิงระบบที่แข็งแกร่งขึ้น ทั้งจากระบบเตือนภัยล่วงหน้า 9 ชั่วโมงที่แม่นยำ การรื้อสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเปิดทางไหลให้แม่น้ำปิง และการมีแผนอพยพกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นขั้นตอน แม้ต้องเผชิญกับมวลน้ำมหาศาลเท่าเดิม แต่ระดับความเสียหาย อุปสรรคในการกู้ภัย และความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ก้าวสู่เมืองที่ปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ
รศ.ชูโชคย้ำทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว ไม่ควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างผนังคอนกรีตกั้นน้ำให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการสร้างคันกั้นน้ำนอกจากจะทำลายทัศนียภาพ สภาพแวดล้อม และวิถีชีวิตของเมืองท่องเที่ยวแล้ว ในทางกายภาพยิ่งกั้นผนังสูงขึ้น ท้องน้ำก็จะยิ่งสะสมตะกอนและตื้นเขินตามขึ้นมา สุดท้ายก็ไม่ได้ประโยชน์ในระยะยาว
ดังนั้นทิศทางการพัฒนาเชียงใหม่ให้เป็นเมืองที่ยืดหยุ่นและปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างยั่งยืน จึงมีความสำคัญอย่างมากในอนาคต โดยต้องขับเคลื่อนผ่าน 3 มาตรการหลักคือ
1.การลดความล่อแหลม โดยการหยุดการรุกล้ำลำน้ำ จัดระเบียบสิ่งกีดขวางทางน้ำ รื้อถอนโครงสร้างที่ขวางการไหล และคืนพื้นที่ตลิ่งธรรมชาติให้แม่น้ำปิงมีช่องทางระบายน้ำตามธรรมชาติ
2.การพัฒนาระบบเตือนภัย กระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วล่วงหน้า 9-12 ชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด
และ 3.การปรับตัวของชุมชน เรียนรู้ที่จะปรับรูปแบบอาคาร วิถีชีวิต และการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ลุ่มต่ำให้สอดคล้องกับธรรมชาติ โดยมีระบบช่วยเหลือ อพยพ และเยียวยาจากภาครัฐที่เข้มแข็ง เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว และเป็นมืออาชีพ
บทเรียนจากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 จึงไม่ได้จบลงที่ความสูญเสีย แต่กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้เมืองที่เคยตั้งรับอย่างสิ้นหวัง กลายเป็น “เมืองที่ยืดหยุ่นและปรับตัวยั่งยืน” ที่มีทั้งข้อมูล วิชาการ และระบบการจัดการที่พร้อมอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเคารพและปลอดภัยในทุกวิกฤต