“สทนช.” ถก 18 จังหวัดเสี่ยง รับฝนหนักปลาย ส.ค. เช็ก อ่างน้ำเกินความจุ 22 แห่ง
สทนช.บูรณาการหน่วยงานและ 18 จังหวัดพื้นที่เสี่ยง เตรียมรับฝนหนักช่วง 29 สิงหาคม-2 กันยายน 2569 เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และระดับน้ำในแม่น้ำโขง พร้อมสั่งตรวจความมั่นคงอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็ก 22 แห่งที่มีปริมาณน้ำเกินความจุ ปรับการระบายรองรับฝนระลอกใหม่ ขณะที่ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีน้ำตั้งแต่ 40-72% และจะประชุมติดตามสถานการณ์วันละ 2 รอบเพื่อประเมินแบบเรียลไทม์
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์สภาพอากาศและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ว่า สทนช.ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจังหวัดพื้นที่เสี่ยง เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม-2 กันยายน 2569
การประชุมมีนายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. พร้อมผู้แทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ 18 จังหวัดพื้นที่เสี่ยงเข้าร่วม
สทนช.ได้ออกประกาศฉบับที่ 1/2569 เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง เนื่องจากประเทศไทยยังมีแนวโน้มฝนตกหนักต่อเนื่อง และมีพื้นที่เสี่ยงฝนสะสมที่อาจนำไปสู่น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม
พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา พิษณุโลก แพร่ ลำปาง ตาก แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น นครราชสีมา บึงกาฬ เลย หนองบัวลำภู กาญจนบุรี จันทบุรี ตราด พังงา และระนอง
พร้อมกันนี้ สทนช.ยังติดตามแนวโน้มระดับน้ำในแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด และได้ประสานแจ้งเตือนไปยังจังหวัดล่วงหน้า เพื่อให้กลไกในพื้นที่เตรียมแผนปฏิบัติรับมือได้ทันสถานการณ์
เช็ก 22 อ่างน้ำเกินความจุ
นายชยันต์กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศที่มีปริมาณน้ำมาก โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวน 22 แห่ง ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ซึ่งขณะนี้มีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกัก
ที่ประชุมจึงกำชับให้ปรับเกณฑ์บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝนที่จะเข้ามาเติมตลอดฤดูฝน และเตรียมรองรับมวลน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง
พร้อมสั่งหน่วยงานและท้องถิ่นที่รับผิดชอบตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของตัวอ่างอย่างเร่งด่วน รวมถึงกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำและตรวจสอบโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ไม่ให้ขวางการระบายน้ำ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงสู่ลำน้ำสายหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประชุมวันละ 2 รอบ ประเมินน้ำเรียลไทม์
ด้านการแจ้งเตือนภัย ปภ.และจังหวัดต่าง ๆ ได้ชี้แจงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี พร้อมเสนอแนวทางปฏิบัติในพื้นที่
ขณะที่ สทนช.เสนอให้เร่งสำรวจพื้นที่เสี่ยงที่ยังขาดระบบโทรมาตรหรืออุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณน้ำฝน เพื่อเติมเต็มข้อมูลและเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์
นอกจากนี้ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกันทุกวัน วันละ 2 รอบ เวลา 07.30 น. และ 16.30 น. เพื่อประเมินสถานการณ์แบบเรียลไทม์และปรับมาตรการให้เหมาะกับสถานการณ์
ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถติดตามข้อมูลเรดาร์และกลุ่มฝนผ่านเว็บไซต์ที่ สทนช.จัดทำไว้ เพื่อใช้ประกอบการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์
31 ส.ค.-2 ก.ย. ฝนยังเพิ่ม
รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 07.00 น. ระบุว่า วันนี้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคเหนือด้านตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก
ช่วงวันที่ 31 สิงหาคม-2 กันยายน 2569 ประเทศไทยยังมีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทางตะวันออกของภาค และพื้นที่ด้านรับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
สำหรับปริมาณฝนสูงสุดรายภาค ภาคเหนือพบที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน 83 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดกาฬสินธุ์ 89 มิลลิเมตร ภาคกลาง จังหวัดลพบุรี 69 มิลลิเมตร ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก 137 มิลลิเมตร ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี 80 มิลลิเมตร และภาคใต้ จังหวัดพังงา 99 มิลลิเมตร
จับตาลุ่มน้ำหลักหลายพื้นที่
สทนช.ยังคงประกาศเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก
พร้อมเฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณแม่น้ำยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย แม่น้ำน่าน จังหวัดน่าน แม่น้ำเมย จังหวัดตาก แม่น้ำยม จังหวัดแพร่ สุโขทัย และพิจิตร แม่น้ำแควน้อยและลำน้ำเฟี้ย จังหวัดพิษณุโลก และลำน้ำยัง จังหวัดร้อยเอ็ด
สิริกิติ์น้ำ 72%-ป่าสักฯ 40%
สำหรับสถานการณ์ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ 7,603 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 56% เขื่อนสิริกิติ์ 6,872 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 72% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 381 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 41% และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 346 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 40%
สทนช.ระบุว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานและจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงให้เตรียมพร้อมทั้งด้านข้อมูล เครื่องมือ บุคลากร และการแจ้งเตือนประชาชน เพื่อลดผลกระทบจากน้ำหลากและดินโคลนถล่มในช่วงฝนระลอกนี้ให้มากที่สุด
