“ซาบ” พร้อมลงทุน-ถ่ายทอดเทคโนโลยี หนุนไทยยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
“ซาบ” เดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ชูความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยและพร้อมให้ทั้งองค์ความรู้และการลงทุน พัฒนาขีดความสามารถรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะโดรน พร้อมผลักดันเทคโนโลยี ระบบป้องกันหลายชั้น และ AI สู่การใช้งานจริง เสริมความมั่นคงและต่อยอดเศรษฐกิจไทย
คุณเฟรดริก ลินด์บลูม รองประธานและผู้จัดการประจำประเทศ ซาบ ประเทศไทย กล่าวว่า งานนิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว เราเชื่อมั่นในสันติภาพ แต่เราต้องพร้อมสำหรับสงครามเสมอ ในขณะที่สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้การพึ่งพาตนเองมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทำให้การค้าระหว่างประเทศคาดการณ์ได้ยากขึ้น สำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยจะไม่เพียงเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ แต่ยังส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย
สำหรับงานแสดงสินค้าครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยชั้นนำในสาขานี้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ซาบสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยซาบเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดควรเป็นความร่วมมือที่แท้จริง บนพื้นฐานของความเข้าใจและการทำงานร่วมกันหนึ่งในเทคโนโลยีที่ควรให้ความสำคัญคือโดรน โดยซาบเป็นผู้นำในสาขานี้และพร้อมเสมอที่จะให้ทั้งข้อมูลเชิงลึกและการลงทุน เพื่อสนับสนุนประเทศไทยในการพัฒนาขีดความสามารถที่จำเป็น ซึ่งโดรนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นวิธีที่ได้ผล ทั้งในการทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และยังสามารถสร้างความวุ่นวายได้ในวงกว้างอีกด้วย โดรนในปัจจุบันสามารถปฏิบัติการได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย อาจบินได้ทั้งระดับสูงหรือต่ำ เร็วหรือช้า และมักมีสัญญาณที่ตรวจจับได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งในการบินแบบปฏิบัติการเดี่ยว หรือเป็นกลุ่มที่ประสานงานกัน โดยอาจปล่อยจากระยะไกล หรือใกล้กับพื้นที่เป้าหมายโดยตรง ความหลากหลายดังกล่าวทำให้ไม่มีระบบ หรือโซลูชัน เพียงแบบเดียวที่เพียงพอสำหรับทุกสถานการณ์

โดยวิธีรับมือกับโดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังคงพึ่งพาระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีสมรรถนะสูงและมีราคาแพง เพื่อจัดการกับโดรนต้นทุนต่ำที่หาซื้อได้ทั่วไป แม้แนวทางนี้จะได้ผลเมื่อพิจารณาเป็นรายกรณี แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา ความท้าทายในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะหยุดยั้งโดรนได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าการตอบโต้นั้นสามารถรองรับภัยคุกคามในวงกว้างได้มากน้อยเพียงใด ความไม่สมดุลนี้ไม่อาจยั่งยืนได้ ทั้งในเชิงปฏิบัติการและต้นทุน แนวทางดังกล่าวอาจเรียกว่าเป็นสมการของโดรน (drone equation) โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้ระบบตอบสนอง หรืออุปกรณ์ เพื่อรับมือให้เหมาะสมกับระดับของภัยคุกคาม
องค์ประกอบต่างๆ ของระบบต่อต้านโดรนแบบหลายชั้น จะทำงานร่วมกันเพื่อเฝ้าระวังภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การตรวจจับในระยะเริ่มต้นไปจนถึงการป้องกันเฉพาะจุด โดยเซ็นเซอร์จะทำหน้าที่ตรวจจับและติดตามภัยคุกคามในระยะไกล ขณะเดียวกันระบบตอบโต้ที่ออกแบบให้เหมาะสมสามารถรับมือกับโดรนได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะใกล้ โดยแต่ละองค์ประกอบจะทำงานเสริมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดจุดบกพร่องในการป้องกัน และช่วยสงวนขีดความสามารถระดับสูงไว้สำหรับภัยคุกคามที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ นี่คือเหตุผลที่การป้องกันแบบหลายชั้นมีความจำเป็น หัวใจสำคัญอยู่ที่การผสานขีดความสามารถที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ซึ่งระบบต่อต้านโดรนที่มีประสิทธิภาพจะทำงานในลักษณะของระบบที่เชื่อมโยงหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน โดยเซ็นเซอร์ ระบบบัญชาการและควบคุม และระบบตอบโต้ต้องทำงานร่วมกันผ่านสถาปัตยกรรมแบบเปิด ทั้งนี้ เรดาร์ เซ็นเซอร์อิเล็กโทรออปติก และเทคโนโลยีตรวจจับประเภทอื่น ๆ จะช่วยให้เห็นภาพสถานการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่แพลตฟอร์มสำหรับบัญชาการและควบคุมจะรวบรวมข้อมูล เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็วโดยใช้ข้อมูลที่ครบถ้วน จากนั้นจึงสามารถเลือกใช้ระบบตอบโต้ให้เหมาะสมกับลักษณะของภัยคุกคามได้อย่างแม่นยำ
การตอบโต้ที่เหมาะสมกับระดับภัยคุกคามจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ด้วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) เป็นทางเลือกที่สามารถปรับระดับการใช้งานและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อรบกวนสัญญาณ หรือการทำงานของโดรนได้ในหลากหลายสถานการณ์ สำหรับระบบที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติการมากขึ้น การใช้มาตรการตอบโต้ทางกายภาพด้วยกระสุนที่สามารถตั้งค่าการทำงานของชนวนระยะใกล้ได้ จะช่วยให้สามารถสกัดกั้นเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องโจมตีเป้าหมายโดยตรง ขณะเดียวกัน ขีปนาวุธที่ยิงจากพื้นสู่อากาศที่มีสมรรถนะสูงยังคงมีความจำเป็นสำหรับเป้าหมายที่มีความเร็วสูงและมีมูลค่าสูง แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นแนวทางหลักในการตอบโต้โดรนต้นทุนต่ำ เมื่อภัยคุกคามแต่ละรูปแบบได้รับการตอบโต้ด้วยวิธีการที่เหมาะสม กองกำลังป้องกันประเทศจะสามารถรักษาความพร้อม ควบคุมต้นทุน และคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างครอบคลุมทุกระดับ
ระบบการบังคับบัญชาและการควบคุม (Command and Control) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้รับมือกับภัยคุกคามอย่างสมดุล โดยระบบในปัจจุบันได้นำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มาใช้สนับสนุนการตรวจจับและจำแนกภัยคุกคามมากขึ้น ช่วยลดข้อมูลที่ไม่จำเป็นและจัดลำดับความสำคัญให้กับภัยคุกคามที่แท้จริง ทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถมุ่งเน้นไปที่การตัดสินใจกับการตอบโต้ภัยคุกคามที่จำเป็น แทนที่จะต้องรับมือกับข้อมูลจำนวนมากเกินความจำเป็น นอกจากนี้ ระบบการบังคับบัญชาและการควบคุมที่มีลักษณะเปิดและสามารถทำงานร่วมกับระบบอื่นได้อย่างไร้รอยต่อยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยสนับสนุนการบูรณาการระหว่างเหล่าทัพ ตลอดจนความร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคและนานาชาติ ความคล่องตัวเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ ระบบป้องกันภัยแบบอยู่กับที่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบต่อต้านโดรนจึงต้องมีลักษณะเป็นโมดูลาร์และสามารถเคลื่อนย้ายได้ เพื่อให้สามารถเข้าปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็วและปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันสนามบิน ฐานทัพ สถานที่จัดกิจกรรมสาธารณะ หรือกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่
สำหรับแนวทางในการรับมือภัยคุกคามที่เหมาะสมสามารถนำมาปรับใช้ได้จริงแล้วในปัจจุบัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือแนวคิดระบบต่อต้านโดรน Loke ซึ่งได้รับการพัฒนาจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกองทัพอากาศสวีเดน สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ด้านการป้องกันประเทศสวีเดน และ ซาบ จากเดิมที่เริ่มต้นในขั้นตอนการสาธิตเชิงทดลอง ได้รับการพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นขีดความสามารถที่พร้อมปฏิบัติการได้อย่างเต็มรูปแบบภายในเวลาเพียง 84 วัน ซึ่งโดยปกติแล้วกระบวนการในลักษณะเดียวกันอาจต้องใช้เวลานานหลายปี ซึ่ง Loke แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าการป้องกันภัยแบบหลายชั้นและการตอบโต้ที่เหมาะสมกับระดับภัยคุกคามสามารถนำไปใช้ได้จริง ระบบได้รับการออกแบบให้มีความเป็นโมดูลาร์และสามารถเคลื่อนย้ายได้ โดยครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การตรวจจับและจำแนกเป้าหมาย ไปจนถึงการสกัดกั้นและทำลายภัยคุกคาม เซ็นเซอร์เรดาร์ Giraffe 1 ที่ผ่านการพิสูจน์การใช้งานแล้ว ช่วยสนับสนุนการตรวจจับและจำแนกเป้าหมาย ขณะที่ระบบการบังคับบัญชาและการควบคุมที่มีน้ำหนักเบาและเป็นระบบเปิด จะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศที่มีอยู่เดิม ทั้งนี้ระบบสกัดกั้น เช่น สถานีอาวุธควบคุมระยะไกลที่ใช้กระสุนซึ่งสามารถกำหนดการทำงานได้ ช่วยให้สามารถสกัดกั้นเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและคุ้มค่า การบูรณาการเทคโนโลยีที่มีอยู่และผ่านการพิสูจน์จากการใช้งานจริง ช่วยให้ระบบสามารถนำไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนและพัฒนาต่อยอดได้ตามความต้องการในอนาคต
การที่สวีเดนได้ตัดสินใจใช้ระบบต่อต้านโดรนแบบเคลื่อนที่และเป็นโมดูลาร์ เพื่อปกป้องทั้งกำลังทหารและโครงสร้างพื้นฐานของภาคพลเรือน สะท้อนถึงแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาโครงสร้างสถาปัตยกรรมด้านการป้องกันประเทศแบบหลายชั้น ที่สามารถทำงานร่วมกันได้และมีความคุ้มค่า โดยมุ่งรับมือกับภัยคุกคามจากโดรนต้นทุนต่ำโดยไม่ต้องใช้ขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศระดับสูงเกินความจำเป็น ขณะเดียวกัน โครงการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Counter-UAS) สมัยใหม่กำลังเปลี่ยนจากระบบที่ออกแบบมาเพื่อภารกิจเฉพาะ ไปสู่ระบบบูรณาการที่ใช้เทคโนโลยีและองค์ประกอบที่ผ่านการพิสูจน์การใช้งานแล้ว พร้อมสถาปัตยกรรมแบบเปิด
สำหรับประเทศไทย การลงทุนในระบบป้องกันและต่อต้านโดรนที่มีการบูรณาการและตอบโต้ภัยคุกคามที่เหมาะสม จะช่วยให้สามารถใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น เป็นโมดูลาร์ เคลื่อนที่ได้ และคุ้มค่าในการรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศ โดยสามารถจัดสรรขีดความสามารถให้เหมาะสมกับระดับภัยคุกคาม พร้อมทั้งเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน โครงสร้างพื้นฐาน และสังคมโดยรวมอีกด้วย