กรมชลประทานเปิด “ลัดโพธิ์” ดันน้ำฝนกทม.ลงทะเล
กรมชลประทานกางแผนบริหารน้ำภาคกลาง-กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เร่งระบายน้ำฝนออกสู่ทะเล เปิดประตูลัดโพธิ์ช่วยย่นระยะทาง ระดมเครื่องสูบน้ำเสริมอีกกว่า 300 เครื่อง ตั้งเป้าระบายอย่างน้อย 34 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน พร้อมบริหารน้ำเหนือจากตอนบนลงมา
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การบริหารจัดการน้ำในช่วงนี้ต้องพิจารณาทั้งปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล และปริมาณน้ำจากตอนบนที่จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยในส่วนของน้ำที่เกิดจากฝนในพื้นที่ สิ่งที่ต้องดำเนินการก่อน คือ เร่งระบายออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด โดยกรมชลประทานวางแนวทางระบายน้ำออกจากพื้นที่ 2 ช่องทางหลัก คือ 1.การใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางหลักในการนำน้ำออกสู่อ่าวไทย พร้อมเร่งเปิดประตูลัดโพธิ์ ช่วยย่นระยะทางและระยะเวลาการไหลของน้ำ โดยจากเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยาตามปกติที่ต้องใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง สามารถลดเหลือ 10 นาที 2.ระบายน้ำออกทางด้านข้างผ่านโครงข่ายชลประทานและระบบสูบน้ำ โดยกรมชลประทานมีสถานีสูบน้ำประมาณ 15 แห่ง และได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเข้าไปเสริมเพิ่มเติม ตั้งเป้าเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างน้อย 34 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งการระบายดังกล่าวจะใช้ทั้งพื้นที่คลองชายทะเล และระบบระบายน้ำทางฝั่งตะวันออก ขณะที่พื้นที่ฝั่งตะวันตกจะใช้โครงข่ายชลประทานของกรมชลประทานเข้ามาช่วยรับและระบายน้ำในจุดที่สามารถดำเนินการได้โดยไม่สร้างผลกระทบต่อพื้นที่อื่น เพื่อกระจายปริมาณน้ำออกจากแม่น้ำสายหลักและเร่งนำน้ำลงทะเล
นอกจากระบบสูบน้ำประจำที่แล้ว กรมชลประทานยังระดมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่เข้าไปเสริมในพื้นที่ลุ่มต่ำมากกว่า 300 เครื่อง เพื่อเพิ่มกำลังระบายน้ำจากสถานีสูบน้ำที่มีอยู่ โดยกระจายเครื่องจักรและอุปกรณ์ไปตามพื้นที่เสี่ยง รวมถึงบริเวณคลองชายทะเล คลองรังสิต และจุดที่ระบบชลประทานสามารถเข้าไปสนับสนุนการระบายน้ำได้
“หลักการตอนนี้คือ น้ำที่เกิดจากฝนตกในพื้นที่ท้ายเขื่อนเราต้องเอาออกจากพื้นที่ก่อน พอระบายออกได้ระดับหนึ่ง เราจึงค่อยพร่องหรือบริหารน้ำจากด้านบนลงมา เพราะฉะนั้นต้องดูทั้งน้ำในพื้นที่และน้ำเหนือควบคู่กัน” นายวิทยากล่าว
สำหรับสถานการณ์ด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ยังเป็นจุดที่มีความกังวลและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปริมาณน้ำด้านบนเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาไม่สามารถพิจารณาเฉพาะปริมาณน้ำเหนือเพียงด้านเดียว แต่ต้องดูความสามารถในการรองรับน้ำของพื้นที่ตอนล่างควบคู่กัน โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีฝนตกในพื้นที่ จึงต้องเร่งนำน้ำส่วนนี้ออกก่อน เพื่อสร้างพื้นที่สำหรับรองรับน้ำที่จะไหลลงมาจากตอนบน
ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะเข้ามาเพิ่มเติมในช่วงต่อไป เขื่อนหลักด้านบนยังถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารน้ำ โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งยังสามารถรองรับน้ำเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้ กรมชลประทานจะพยายามบริหารปริมาณน้ำในอ่างให้อยู่ภายใต้เกณฑ์ที่กำหนด ไม่ให้เกิน Upper Rule Curve ขณะเดียวกันก็ต้องการเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อรักษาปริมาณน้ำสำหรับใช้ประโยชน์และบริหารจัดการในช่วงต่อไป จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการรองรับน้ำในฤดูฝนกับการสำรองน้ำไว้ใช้ภายหลัง
สำหรับการรับมือในพื้นที่เสี่ยง ได้มีการจัดระบบทำงานร่วมกันในระดับจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ขณะที่กรมชลประทานรับผิดชอบในมิติด้านน้ำ ทั้งข้อมูลน้ำท่า การติดตามและคาดการณ์สถานการณ์ ตลอดจนการระบุพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เพื่อส่งข้อมูลให้จังหวัดใช้ประกอบการตัดสินใจ เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน กรมชลประทานจะสนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์เข้าไปในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสูบน้ำ รถขุด และเครื่องมืออื่น ๆ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและจังหวัด ขณะเดียวกันกรมได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการน้ำมากขึ้น โดยปัจจุบันมีการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์หลายแบบในการวิเคราะห์ ประมวลผล และคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อประกอบการตัดสินใจด้านการบริหารน้ำ
ส่วนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้เริ่มนำเข้ามาประยุกต์ใช้เช่นกัน โดยในระยะแรกจะใช้ประมวลผลจากฐานข้อมูลของกรมชลประทานเอง และยังอยู่ระหว่างการพัฒนาความสามารถของระบบ เพื่อให้สามารถนำมาสนับสนุนการวิเคราะห์และการบริหารจัดการน้ำได้มากขึ้นในอนาคต