พิษท่วมลามหลัง โตโยต้า ปิดโรงงานชั่วคราว
ส.อ.ท.เผยน้ำท่วมกระทบภาคผลิตแล้ว หลัง “โตโยต้า” ประกาศหยุดโรงงานชั่วคราว 4 แห่ง เหตุแรงงานเดินทางไม่ได้ ชิ้นส่วนส่งเข้าโรงงานไม่ทัน ห่วงซัพพลายเออร์พื้นที่บ้านโพธิ์-บางพลีจ่อหยุดเพิ่ม 5-6 แห่งขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ส.ค. ลดเหลือ 89.7 ด้าน สศอ.เผย MPI ยังโต 4.44% แต่หลายอุตสาหกรรมเริ่มเห็นสัญญาณหยุดผลิตชั่วคราว จับตาน้ำท่วมสะท้อนตัวเลขการผลิตเดือนต่อไป
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กรณีบริษัทโตโยต้าประกาศหยุดการผลิตชั่วคราว 4 แห่ง เป็นผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ทำให้แรงงานบางส่วนไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายไม่สามารถขนส่งชิ้นส่วนเข้ามายังโรงงาน ทำให้กระบวนการผลิตได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการผลิตรถยนต์ในปี 2569 ยังไม่มีการปรับลดลง เนื่องจากยังต้องเดินหน้าผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า และปัจจุบันปริมาณการผลิตก็อยู่ในระดับที่ลดลงมากแล้วจึงไม่สามารถลดลงได้มากกว่านี้อีก
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเออร์ เพราะหากโรงงานชิ้นส่วนไม่สามารถผลิตสินค้าได้ จะกระทบต่อโรงงานประกอบรถยนต์เป็นทอด ๆ ขณะนี้กำลังให้สมาชิกเร่งรวบรวมข้อมูลผลกระทบ และคาดว่าอาจมีโรงงานอีก 5-6 แห่งในพื้นที่บ้านโพธิ์และบางพลีที่ต้องหยุดการผลิตชั่วคราวเช่นกัน”
จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มส่งสัญญาณกระทบภาคการผลิตของไทยชัดเจนมากขึ้น หลังโรงงานบางแห่งต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ซึ่งความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโรงงานที่ถูกน้ำท่วม แต่เริ่มขยายไปยังห่วงโซ่อุปทานและผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวเนื่อง สอดคล้องกับผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. เดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.70 ลดลงจาก 90.0 ในเดือนกรกฎาคม โดยหนึ่งในปัจจัยกดดัน คือ สถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อพื้นที่เศรษฐกิจ การคมนาคมขนส่ง และการจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตร
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นอกจากปัญหาสภาพอากาศแล้ว ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีในระดับสูง ขณะที่ตลาดรถยนต์ยังถูกกดดันจากกำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อ โดยยอดขายรถยนต์ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ลดลง 17.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการผลิตในเดือนสิงหาคมยังมีแรงหนุนจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยการส่งออกขยายตัว 18.2% จากแรงส่งของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนด้าน AI ส่งผลให้การผลิตคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น 50.2% แผงวงจรพิมพ์ (PCB) เพิ่มขึ้น 15.2% และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) เพิ่มขึ้น 19.63%
ทั้งนี้ ส.อ.ท.มองว่าสถานการณ์น้ำท่วมกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่ต้องติดตาม เพราะอาจกระทบทั้งการเดินทางของแรงงาน การขนส่งสินค้า การจัดหาวัตถุดิบ และความต่อเนื่องของการผลิต ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมยังต้องรับมือกับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีสหรัฐ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความผันผวนของสภาพอากาศ ซึ่งล้วนมีผลต่อทั้งต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 103.43 ขยายตัว 4.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 58.28% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ภาพรวมการผลิตของไทยในเดือนสิงหาคมยังสามารถขยายตัวได้ แม้ภาคอุตสาหกรรมจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและปัญหาการขนส่ง
โดยอุตสาหกรรมอุปกรณ์สื่อสารขยายตัว 24.41% จากอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแบบออปติคอล ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ทั่วโลก ขณะที่ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 14.55% จากการผลิต PCBA ตามการขยายตัวของตลาดโลก
แต่ในอีกด้านหนึ่ง สศอ.เริ่มพบสัญญาณของการหยุดผลิตชั่วคราวในบางอุตสาหกรรมแล้ว โดยผลิตภัณฑ์พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้นหดตัว 13.37% ส่วนหนึ่งจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง และประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐานหดตัว 7.64% จากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราว ประกอบกับคำสั่งซื้อลดลง ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาคือ ผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งจะเริ่มสะท้อนเข้ามาในตัวเลขการผลิตของเดือนกันยายนและตุลาคม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีห่วงโซ่การผลิตเชื่อมโยงกันจำนวนมาก