ชลประทานคงระบายเจ้าพระยา 2,500 ลบ.ม./วินาที รับฝนระลอกใหม่ ยันไม่ล้นคัน กทม.-นนท์
กรมชลประทานคงระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 2,500 ลบ.ม./วินาที เร่งพร่องน้ำรับฝนเพิ่มช่วง 5-6 และ 11-12 ต.ค. ยืนยันมวลน้ำระดับปัจจุบันผ่านกรุงเทพฯ แล้ว ไม่ล้นคันกั้นน้ำ กทม.-นนทบุรี-สมุทรปราการ แต่พื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำยังได้รับผลกระทบ ขณะที่ภูมิพล-สิริกิติ์ยังมีช่องว่างรับน้ำ จับตาฝั่งตะวันออก “ปราจีนบุรี-ฉะเชิงเทรา” อาจใช้เวลา 2-3 สัปดาห์กว่าน้ำคลี่คลาย ส่วนแก่งกระจานน้ำแตะประมาณ 102% เร่งตั้งศูนย์บริหารน้ำเพชรบุรีรับมือฝน
ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และโฆษกกรมชลประทาน กล่าวระหว่างแถลงข่าว รายงานสถานการณ์น้ำและการให้ความช่วยเหลือในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยามีแนวโน้มดีขึ้น หลังปริมาณน้ำจากแม่น้ำปิง วัง ยม และน่านลดลง โดยเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำประมาณ 63% และเขื่อนสิริกิติ์ประมาณ 80% ซึ่งทั้ง 2 เขื่อนยังมีช่องว่างเพียงพอรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน
ขณะที่มวลน้ำจากลุ่มน้ำตอนบนที่ไหลมารวมบริเวณ จ.นครสวรรค์ ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว เช่นเดียวกับน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลง ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ +17.3 เมตร ทำให้สถานการณ์พื้นที่เหนือเขื่อนตั้งแต่ จ.ชัยนาท ถึง จ.อุทัยธานีเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานยังจำเป็นต้องคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อพร่องน้ำเหนือเขื่อนเตรียมพื้นที่รองรับฝน หลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้นในวันที่ 5-6 ตุลาคม และอีกช่วงวันที่ 11-12 ตุลาคม
มวลน้ำดังกล่าวจะไหลผ่านชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร ก่อนออกสู่อ่าวไทยบริเวณสมุทรปราการ โดยมวลน้ำระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีได้ไหลผ่านกรุงเทพฯ แล้ว จึงคาดว่าระดับน้ำจะไม่เพิ่มสูงจากปัจจุบันมากนัก แต่พื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมแม่น้ำยังต้องเฝ้าระวัง
“กรมชลประทานมั่นใจว่าปริมาณน้ำที่ระบายมาจะไม่ล้นข้ามคันในพื้นที่นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการอย่างแน่นอน แต่จะมีผลกระทบกับพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและประชาชนที่อยู่ริมน้ำ” ดร.ธเนศร์กล่าว
สำหรับแม่น้ำท่าจีน กรมชลประทานไม่ได้ผันน้ำเข้าไปในปริมาณมาก แต่ยังมีพื้นที่ริมแม่น้ำบริเวณ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และ จ.สมุทรสาครได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่มาจากฝั่งกาญจนบุรี ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือนจึงจะสามารถระบายน้ำส่วนดังกล่าวได้หมด
ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล กรมชลประทานยืนยันว่าไม่ได้ผันน้ำเหนือเข้ามาเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ แต่เป็นการบริหารน้ำฝนและน้ำหลากจากนครนายก ปทุมธานี และกรุงเทพฯ ผ่านคลองแนวตั้ง เช่น คลอง 13-15 คลองพระองค์ไชยานุชิต และคลองชายทะเล ก่อนสูบออกผ่านสถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิและสถานีสูบน้ำชลหารพิจิตรลงสู่ทะเล
ด้านภาคตะวันออก ยังมีน้ำท่วมบริเวณ อ.กบินทร์บุรี และ อ.เมืองปราจีนบุรี ขณะที่มวลน้ำสูงสุดเคลื่อนลงสู่แม่น้ำบางปะกง ทำให้พื้นที่ริมแม่น้ำใน จ.ปราจีนบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรายังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากน้ำระบายได้ค่อนข้างช้า คาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์กว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
สำหรับลุ่มน้ำแม่กลอง สถานการณ์เริ่มดีขึ้น ระดับน้ำบริเวณ จ.ราชบุรี และ จ.สมุทรสงคราม รวมถึงพื้นที่โพธารามและบ้านโป่งลดต่ำกว่าตลิ่งแล้ว โดยกรมชลประทานประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยบริหารการระบายน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณให้สมดุลกับปริมาณฝนด้านท้ายน้ำ เพื่อลดโอกาสเกิดน้ำท่วมซ้ำ
ขณะที่ จ.เพชรบุรี ยังเป็นอีกพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำประมาณ 102% กรมชลประทานจึงตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ เพื่อบริหารเขื่อนแก่งกระจานและระบบลุ่มน้ำเพชรบุรี รวมถึงเตรียมคลองระบายน้ำออกสู่ทะเล เพื่อลดผลกระทบหากมีฝนตกเพิ่มขึ้น.