ระบายน้ำเก่า รับฝนใหม่ ชลประทานตรึงเจ้าพระยา-เฝ้าระวังใต้
สถานการณ์น้ำต้นเดือนตุลาคม 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ แม้ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มเจ้าพระยาบางจุดเริ่มทรงตัวและลดลง แต่ปริมาณน้ำสะสมเหนือเขื่อนและมวลน้ำที่ยังเดินทางลงมายังพื้นที่ตอนล่าง ทำให้กรมชลประทานยังต้องตรึงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมกระจายน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก เพื่อลดแรงกดดันต่อพื้นที่ท้ายน้ำ
ขณะเดียวกัน “แนวรบใหม่” ของการบริหารน้ำกำลังเคลื่อนลงสู่ภาคใต้ หลังการคาดการณ์ช่วงวันที่ 4-7 และ 9-13 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ภาคใต้มีแนวโน้มฝนตกหนักและมีปริมาณฝนสะสมสูง โดยรัฐบาลกำชับให้เฝ้าระวังตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ลงไปถึงนราธิวาส พร้อมสั่งกรมชลประทานตรวจสอบอ่างเก็บน้ำ เส้นทางน้ำ ประตูระบายน้ำ และเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่เสี่ยง
ภายใต้ความเสี่ยงทั้ง “น้ำเดิม” ในลุ่มเจ้าพระยาและ “ฝนใหม่” ในภาคใต้ กรมชลประทานจึงจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต พ.ศ. 2569” ขึ้นเป็นศูนย์กลางบัญชาการ ติดตามสถานการณ์ รับแจ้งเหตุ และประสานแก้ไขปัญหา เพื่อให้สามารถปรับแผนบริหารน้ำและเข้าช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็วขึ้น
เจ้าพระยายังผ่านจุดเสี่ยงไม่หมด
ข้อมูลวันที่ 4 ตุลาคม 2569 เวลา 19.00 น. ที่สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,078 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแนวโน้มลดลง แต่เขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำท้ายเขื่อนที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
แม้ตัวเลขน้ำจากพื้นที่ตอนบนบางแห่งเริ่มลดลง แต่กรมชลประทานประเมินว่า ยังมีมวลน้ำที่เดินทางมาถึงบริเวณเขื่อนในปริมาณมาก ประกอบกับมีน้ำสะสมเหนือเขื่อน จึงยังจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนและบริหารการระบายอย่างระมัดระวัง เพื่อลดความเสี่ยงต่อทั้งพื้นที่เหนือน้ำและท้ายน้ำ
หลักการสำคัญคือ หากต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ จะดำเนินการเป็นขั้นตอน เพื่อลดความรวดเร็วของการเพิ่มระดับน้ำท้ายน้ำ และลดผลกระทบต่อชุมชนให้มากที่สุด
พร้อมกันนี้ยังมีการบริหารกระจายน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลตรงลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ขณะที่พื้นที่ฝั่งตะวันออก เช่น นครนายก บางปะกง และพื้นที่เชื่อมต่อ ยังคงเร่งระบายน้ำผ่านระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำหากมีฝนตกเพิ่มเติม
ป่าสักระบาย 450 ลบ.ม./วินาที
ด้านลุ่มน้ำป่าสัก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี ระบายน้ำในอัตรา 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง แนวโน้มฝน และสถานการณ์ท้ายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาพื้นที่รองรับน้ำที่จะไหลเข้าเพิ่มเติม
ส่วนเขื่อนพระราม 6 มีน้ำไหลผ่านประมาณ 662 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยกรมชลประทานบริหารน้ำเชื่อมโยงตั้งแต่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนพระราม 6 ไปจนถึงคลองระพีพัฒน์ เพื่อให้การบริหารน้ำทั้งระบบสอดคล้องกัน และไม่ผลักภาระน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำมากเกินไป
จุดสำคัญของการจัดการในช่วงนี้จึงไม่ใช่เพียงการเร่งระบายออกจากเขื่อน แต่ต้องพิจารณาพร้อมกันทั้งปริมาณฝน พื้นที่ว่างในอ่าง ความสามารถของคลองและแม่น้ำ รวมถึงศักยภาพรับน้ำของพื้นที่ด้านล่าง
เร่ง “เปิดทางน้ำ” แก้ท่วมขัง
อีกแนวทางที่ถูกเร่งดำเนินการคือการเปิดทางน้ำ โดยพื้นที่ซึ่งยังมีน้ำท่วมขัง กรมชลประทานระดมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เครื่องจักร และเจ้าหน้าที่เข้าสนับสนุนพื้นที่ชุมชนและพื้นที่ลุ่มต่ำที่ระบายน้ำได้ช้า
ควบคู่กับการกำจัดผักตบชวา วัชพืช และสิ่งกีดขวางตามคลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รวมถึงตรวจสอบสถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และอาคารชลประทานให้พร้อมใช้งาน
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กำชับให้ทุกสำนักงานชลประทานเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเร่งระบายพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ
แนวรบใหม่ย้ายลงใต้
สิ่งที่ต้องจับตามากขึ้นในระยะถัดไปคือ “ภาคใต้” เนื่องจากการคาดการณ์สภาพอากาศช่วงวันที่ 4-7 และ 9-13 ตุลาคม 2569 ระบุว่า หลายพื้นที่ยังมีฝนต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคใต้ซึ่งมีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักและปริมาณฝนสะสมสูง
ขณะที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และบางพื้นที่ของภาคกลาง ยังมีฝนกระจาย ทำให้ความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำยังไม่หมดไป
สำหรับภาคใต้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำชับให้เตรียมรับสถานการณ์ล่วงหน้าเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพื้นที่ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ลงไปถึงนราธิวาส ให้ติดตามฝนและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด
มาตรการเตรียมรับมือครอบคลุมทั้งการบริหารน้ำในอ่างเก็บน้ำและระบบชลประทาน การตรวจสอบเส้นทางน้ำ ประตูระบายน้ำ และอาคารชลประทาน รวมถึงการวางเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันทีหากเกิดฝนหนักหรือน้ำท่วมขัง
ก่อนหน้านี้ กรมชลประทานได้สั่งทุกพื้นที่บริหารพื้นที่ว่างในอ่างเก็บน้ำและพร่องน้ำในระบบชลประทานตามความเหมาะสม เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่อาจเพิ่มขึ้น
ตั้ง “ศูนย์วิกฤตน้ำ” รวมการสั่งการ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องบริหารหลายลุ่มน้ำพร้อมกัน นายวิทยาได้จัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต พ.ศ. 2569” เพื่อเป็นกลไกกลางในการบัญชาการและประสานการบริหารจัดการน้ำ
ศูนย์ดังกล่าวมีภารกิจติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถสั่งการและปรับแผนบริหารน้ำตามสถานการณ์จริง รวมถึงเป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุและข้อร้องเรียนเกี่ยวกับอุทกภัย
วันที่ 5 ตุลาคม 2569 นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผู้อำนวยการกองแผนงาน เป็นประธานเปิดศูนย์ฯ ซึ่งจะรับแจ้งปัญหา เช่น น้ำท่วม คันกั้นน้ำชำรุด หรือประตูระบายน้ำขัดข้อง ผ่านโทรศัพท์ 02-583-3495 สายด่วนกรมชลประทาน 1460 และช่องทางออนไลน์ของกรมชลประทาน
เมื่อได้รับแจ้งเหตุ ศูนย์จะรวบรวมข้อมูลและส่งต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อเร่งตรวจสอบ แก้ไข และติดตามผล โดยมีเป้าหมายลดช่วงเวลาระหว่าง “รับรู้ปัญหา” กับ “ลงมือแก้ไข” ในพื้นที่
จากแก้น้ำท่วมสู่รับฝนรอบใหม่
ภาพของการบริหารน้ำต้นเดือนตุลาคมจึงเปลี่ยนจากการรับมือน้ำหลากเพียงด้านเดียว ไปเป็นการบริหารสองสถานการณ์พร้อมกัน
ด้านหนึ่ง ลุ่มเจ้าพระยา ป่าสัก แม่กลอง รวมถึงพื้นที่ฝั่งตะวันออก ยังต้องเร่งระบายน้ำเดิมออกจากพื้นที่ ควบคู่กับการควบคุมการระบายจากเขื่อนและเปิดเส้นทางน้ำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
อีกด้านหนึ่ง ภาคใต้กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องเตรียมพื้นที่รับฝนใหม่ ซึ่งหากฝนตกหนักต่อเนื่อง ปริมาณฝนสะสมจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อระดับน้ำในลำน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ
โจทย์ของกรมชลประทานในระยะถัดไปจึงอยู่ที่การ “ลดน้ำเก่า-เปิดพื้นที่รับน้ำใหม่” ให้ทันจังหวะฝน โดยเฉพาะการจัดการพื้นที่ว่างในอ่าง ระบบคลอง ประตูระบายน้ำ และเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยง ก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะเข้ามาเพิ่มภาระให้ระบบ