ธุรกิจ ‘จ.น่าน’ สะท้อนเสียง ปรับแผนไทยเที่ยวไทยพลัส
ผู้ประกอบการโรงแรมน่านสะท้อนเสียงเลื่อน “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ไปเดือนเมษายน ไม่ตอบโจทย์ภาคเหนือ ชี้นักท่องเที่ยวไม่อยากเดินทางมาสูดอากาศพิษ จี้รัฐปรับแผนอุ้มตั๋วบิน-จัดแพ็กเกจข้ามภาคดึงท่องเที่ยวดึงดูดคนมาเที่ยวเมืองรอง
นางรมย์รวินทร์ อิสรชีววัฒน์ กรรมการผู้จัดการ โรงแรม “ปู๋ ป๋าล์ คันนา ปัว”อำเภอปัว จังหวัดน่าน เปิดเผยว่า เดิมทีผู้ประกอบการต่างคาดหวัง “ไทยเที่ยวไทย พลัส” อย่างมากในช่วงปลายปี เพื่อช่วยกระตุ้นการตัดสินใจท่องเที่ยวในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว การเลื่อนโครงการไปช่วงเดือนเมษายนจึงอาจไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ภาคเหนือ เพราะตรงกับฤดูร้อนและเผชิญปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการใช้ปรับปรุงสถานประกอบการมากกว่าการเปิดขายห้องพัก

ในเชิงการบริหารจัดการโครงการ สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งปรับปรุงคือ ความคล่องตัวในเชิงระบบ ทั้งเรื่องระบบการลงทะเบียน ขั้นตอนการสแกนหน้า และกระบวนการเบิกจ่ายเงินของสถานประกอบการ ขณะเดียวกันจำนวนโควตาทั่วประเทศถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความต้องการ จึงอยากเสนอให้รัฐบาลปรับแก้ใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.เพิ่มจำนวนสิทธิ ให้เพียงพอและครอบคลุมนักท่องเที่ยวในวงกว้าง 2.ขยายระยะเวลาโครงการให้ยาวนานขึ้น เพื่อลดการแย่งชิงสิทธิในระยะสั้น 3.เพิ่มความคล่องตัวในระบบปฏิบัติการ ลดขั้นตอนทางเทคนิคเพื่อให้ทั้งผู้ใช้บริการและผู้ประกอบการใช้งานได้สะดวก
ทั้งนี้ นางรมย์รวินทร์ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดสำคัญของจังหวัดน่านว่า เมืองรองอย่างจังหวัดน่านไม่มีระบบขนส่งทางรางเหมือนจังหวัดแพร่ และมีสายการบินเปิดให้บริการน้อยราย ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินสูงมากโดยเฉพาะช่วงฤดูท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวคำนวณค่าใช้จ่ายการเดินทางทั้งหมดแล้วก็อาจเปลี่ยนใจไปจุดหมายอื่น
ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการดึงดูดคนมาเที่ยวเมืองรองอย่างแท้จริง ควรขยายขอบเขตของโครงการให้ครอบคลุมเครือข่ายการเดินทาง ด้วยการสนับสนุนส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบิน (เช่น มอบส่วนลดประมาณ 500 บาท) เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างแรงจูงใจในการเดินทางได้อย่างตรงจุด
นางรมย์รวินทร์กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระตุ้นการท่องเที่ยวภาคเหนือควรอยู่ในช่วง Green Season ต่อเนื่องถึง Pre-High Season (กันยายน – ตุลาคม) ซึ่งเป็นช่วงที่ธรรมชาติมีความสวยงาม เขียวขจี และผ่านพ้นช่วงความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ไปแล้ว ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้พยุงธุรกิจได้ดีกว่าช่วงไฮซีซั่นที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเองอยู่แล้ว
นอกจากนี้ อยากเสนอโมเดลการจัดสรรงบประมาณให้ดูตามฤดูกาลของแต่ละภูมิภาค กล่าวคือ 1.ช่วงฤดูร้อน เน้นอัดฉีดงบประมาณไปที่ภาคใต้ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยวทะเล พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการภาคเหนือจัดแพ็กเกจนำท่องเที่ยวข้ามภาคไปภาคใต้ หรือส่งออกสินค้าเกษตรและบริการไปซัพพอร์ตภาคใต้ 2.ช่วงฤดูฝนและปลายปี โยกงบประมาณกลับมาอัดฉีดพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นขึ้นมาสัมผัสธรรมชาติ