ไทยปิดดีล CEPA กับ UAE คาดดัน GDP เพิ่ม 1.07-1.22 หมื่นล้าน จับตาเงินลงทุนใหม่ไหลเข้า
“ศุภจี” เผยไทย-UAE สรุปผลเจรจา CEPA สำเร็จ หลังเจรจารอบ 5 เมื่อ 7 ตุลาคม 2569 ถือเป็น FTA ฉบับแรกของไทยกับประเทศตะวันออกกลาง ผลศึกษาคาดช่วยเพิ่ม GDP ไทย 10,700-12,200 ล้านบาท และดันส่งออกเพิ่ม 7,600-8,100 ล้านบาท เปิดทาง UAE ลด-ยกเลิกภาษีสินค้าไทยหลายกลุ่ม พร้อมแสดงความสนใจลงทุนพลังงาน อาหารแปรรูป ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อ SME ไทย
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ดร.ธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยตนได้เข้าร่วมการหารือด้วย
สองฝ่ายได้ร่วมยินดีต่อการสรุปผลการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ หรือ Comprehensive Economic Partnership Agreement (CEPA) ไทย-UAE และหารือแนวทางต่อยอดผลการเจรจาไปสู่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดมากขึ้น
นางศุภจีกล่าวว่า UAE เป็นประเทศแรกในอ่าวอาหรับที่แสดงความสนใจจัดทำความตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกับไทย โดยทั้งสองฝ่ายเริ่มการเจรจาตั้งแต่ปี 2566 และสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ในการประชุมเจรจาจัดทำ CEPA ไทย-UAE รอบที่ 5 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล
ส่งผลให้ CEPA ไทย-UAE เป็นความตกลง FTA ฉบับแรกของไทยกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ผลการศึกษาประเมินว่า การจัดทำ CEPA ไทย-UAE จะทำให้ GDP ไทยเพิ่มขึ้น 318-357 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10,700-12,200 ล้านบาท และการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น 227-243 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,600-8,100 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มี CEPA ระหว่างกัน
สินค้าที่คาดว่าไทยจะสามารถส่งออกไป UAE เพิ่มขึ้น ได้แก่ อาหารปรุงแต่ง ทูน่ากระป๋อง ข้าว น้ำผลไม้ ผลไม้ ไก่แช่เย็นแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องประดับ ยางล้อ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงยานยนต์และส่วนประกอบ โดย UAE จะลดและยกเลิกภาษีให้สินค้าไทยเหล่านี้ภายใต้ CEPA
นางศุภจีกล่าวว่า CEPA จะเป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ สนับสนุนการลงทุนระยะยาว และเปิดทางให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับ UAE เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการดึงดูดนักลงทุน UAE ซึ่งจะช่วยเพิ่มการจ้างงานในไทย
ที่ผ่านมา หลัง UAE จัดทำ CEPA กับประเทศในอาเซียน มีแนวโน้มลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เช่น การลงทุนมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอินโดนีเซีย ครอบคลุมภาคเกษตร พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์ รวมถึงการลงทุน 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในมาเลเซียในภาคพลังงานหมุนเวียน
สำหรับการหารือครั้งนี้ UAE แสดงความสนใจลงทุนในประเทศไทยหลายสาขา ได้แก่ พลังงาน อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อ SME ไทย
นอกจากนี้ CEPA ยังมีบทความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ หรือ Medical and Wellness Tourism ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ
ในปี 2567 มีชาวเอมิเรตส์เดินทางเข้ามารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนไทย 40,872 คน สร้างรายได้ให้ไทยมากกว่า 1,500 ล้านบาท ขณะที่ไทยมองเห็นโอกาสใช้ UAE เป็นจุดเชื่อมโยงกระจายสินค้าไปยังประเทศอื่นในตะวันออกกลางอีกด้วย
ทั้งนี้ ในปี 2568 UAE เป็นคู่ค้าอันดับ 8 ของไทยในตลาดโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในตะวันออกกลาง โดยมีมูลค่าการค้ารวม 21,259.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกจากไทย 4,504.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าจาก UAE 16,755.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้าจาก UAE ส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และทองคำ โดยหากหักมูลค่าการค้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวออก ไทยจะเกินดุลการค้าสินค้าประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไป UAE ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ


