จัดระเบียบแพลตฟอร์ม เบรกขึ้น GP-ตั้งกติกา ‘ตลาดดิจิทัล’
ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของการแข่งขันทางการค้าไทย หลังทั้ง e-Commerce และบริการเรียกรถผ่านแพลตฟอร์ม หรือ Ride-Hailing ขยายบทบาทอย่างรวดเร็ว ขณะที่ข้อร้องเรียนจากร้านค้า ผู้ให้บริการ และผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตั้งแต่การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและค่า GP การบังคับใช้บริการขนส่งในเครือ การบังคับเข้าร่วมโปรโมชั่น การลดการมองเห็น ไปจนถึงการเลือกเอื้อธุรกิจของตนเอง ทำให้สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เริ่มขยับจากการแก้ปัญหาเป็นรายคดี ไปสู่การวาง “กติกากลาง” สำหรับกำกับตลาดแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งระบบ
สั่งชะลอขึ้น GP นาน 6 เดือน
ข้อมูลสำนักงาน กขค. ระบุว่า ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2569 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล 37 เรื่อง จากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 100 เรื่อง สะท้อนว่าปัญหาแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างคู่ค้า แต่กำลังขยับเข้าสู่เรื่องโครงสร้างการแข่งขันและอำนาจตลาดมากขึ้น
ล่าสุด รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า ระบุว่า มาตรา 60 เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ กขค.สามารถใช้สั่งระงับ ยับยั้ง หรือหยุดการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดได้ ที่ผ่านมา กขค.ได้ใช้มาตรา 60 กับผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มรายใหญ่ 6 ราย แบ่งเป็น Ride-Hailing 3 ราย และ e-Commerce 3 ราย เพื่อชะลอการปรับขึ้นค่า GP หรือค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมและครอบคลุมไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยระหว่างนี้แพลตฟอร์มทั้ง 6 รายจะยังไม่สามารถปรับขึ้นค่าธรรมเนียมได้ และต้องส่งข้อมูลให้ กขค.ตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ได้หมายถึงการ “ตรึงราคา” ถาวร เพราะเป้าหมายของกฎหมายการแข่งขันทางการค้าไม่ใช่การควบคุมราคา แต่คือ ทำให้ตลาดแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ทั้งนี้ กขค.มองว่าหากแพลตฟอร์มรายใหญ่ที่มีอำนาจตลาดยังไม่สามารถปรับค่าธรรมเนียมได้ ผู้เล่นรายเล็กก็ยากที่จะปรับขึ้นตาม เพราะยังต้องแข่งขันกับรายใหญ่
สั่งเปิดต้นทุน-พิสูจน์เหตุขึ้น GP
ช่วง 6 เดือนดังกล่าว กขค.จะตรวจสอบว่า การปรับค่าธรรมเนียมในอดีตมีเหตุผลและสัมพันธ์กับต้นทุนจริงหรือไม่ ข้อมูลที่ต้องส่งเข้ามาครอบคลุมโครงสร้างบัญชี งบดุล รายได้ ต้นทุน การลงทุน รวมถึงข้อมูลที่สะท้อนว่าการให้บริการที่ดีขึ้นจำเป็นต้องมีต้นทุนเพิ่มในระดับใด เนื่องจากประเด็นสำคัญคือ หากรายได้ของแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด ขณะที่อ้างว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นจนต้องปรับค่าธรรมเนียม ก็ต้องมีข้อมูลทางบัญชีรองรับว่าต้นทุนเกิดขึ้นจริงและมีความสมเหตุสมผล หากผู้ประกอบการรายใดส่งข้อมูลก่อนและสามารถพิสูจน์ได้ว่าโครงสร้างการปรับค่าธรรมเนียมมีเหตุผล กขค.สามารถพิจารณาผ่อนคลายคำสั่งก่อนครบ 6 เดือนได้ แต่หากยังไม่ส่งข้อมูล หรือข้อมูลไม่เพียงพอ ก็มีช่องให้พิจารณามาตรการต่อเนื่องได้ อีกปัญหาที่ กขค.พบคือ แพลตฟอร์มรายใหญ่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตัวกลางระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่มีธุรกิจอยู่ในห่วงโซ่เดียวกันหลายประเภท บางแพลตฟอร์มมีทั้ง Marketplaceระบบชำระเงิน ระบบโปรโมชั่น ธุรกิจขนส่ง และบริการอื่นของตนเอง ทำให้สามารถกำหนดเงื่อนไขการใช้บริการหลายส่วนได้จากจุดเดียว ดังนั้น กขค.มองว่าพฤติกรรมในลักษณะนี้อาจเข้าข่าย “Self-preferencing” หรือการเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจภายในกลุ่มของตนเอง ขณะเดียวกันลดทางเลือกหรือโอกาสของคู่แข่ง
วาง “โครงสร้างค่าธรรมเนียม”
นอกจากมาตรการเร่งด่วนตามมาตรา 60 แล้ว กขค.กำลังวางกติกาสำหรับระยะถัดไป โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ หลักเกณฑ์กำกับ “โครงสร้างการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม” โดยจะดูว่าโครงสร้างและวิธีการกำหนดค่าธรรมเนียมมีความเป็นธรรมหรือไม่
แนวคิดเบื้องต้นแบ่งผู้ประกอบการเป็น 3 ระดับตามอำนาจตลาด กลุ่มแรก ไม่มีอำนาจตลาดและสามารถแข่งขันได้เต็มที่ จึงไม่จำเป็นต้องถูกกำกับเข้มข้น กลุ่มที่สอง เริ่มมีอำนาจสามารถเปลี่ยนแปลงตลาดหรือส่งผลต่อการแข่งขัน จะถูกกำกับในระดับเบา ส่วนกลุ่มที่มีอำนาจครอบงำตลาดสูง จะอยู่ภายใต้การกำกับเข้มข้นมากขึ้น ดังนั้น แกนของมาตรการไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าผู้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมมีอำนาจตลาดระดับใด และค่าธรรมเนียมนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือบิดเบือนการแข่งขันหรือผลักภาระให้คู่ค้าหรือไม่
เตรียมทำ Code of Practice

อีกกลไกหนึ่งคือ การจัดทำแนวปฏิบัติการค้าที่เป็นธรรมสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม (Code of Practice) จะเป็นกรอบบอกผู้ประกอบการว่าอะไรคือพฤติกรรมทางการค้าที่เหมาะสม ควรทำหรือไม่ควรทำ แม้จะไม่ใช่บทบัญญัติที่กำหนดความผิดและโทษในตัวเอง แต่จะช่วยสร้างมาตรฐานที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งกรอบของ Code of Practice อยู่ระหว่างจัดทำ และ กขค.ระบุว่า สามารถออกได้ค่อนข้างเร็ว เนื่องจากโครงสร้างหลักมีอยู่แล้ว เหลือการจัดทำถ้อยคำให้เหมาะสมกับรูปแบบทางกฎหมาย ขณะที่ในฝั่ง e-Commerce โจทย์การกำกับกำลังขยายจากค่าธรรมเนียมไปถึงมาตรฐานสินค้าที่ขายอยู่บนแพลตฟอร์ม หนึ่งในประเด็นที่อยู่ระหว่างพิจารณาคือ สินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน สินค้าปลอม สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และสินค้าที่อาจกระทบต่อความปลอดภัย
กขค.เร่งนิยาม “ตลาดดิจิทัล”
อีกหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญของระบบกำกับคือ การกำหนดขอบเขตตลาด หรือ Market Definition สำหรับตลาดดิจิทัล ปัญหาคือ ตลาดแพลตฟอร์มซับซ้อนกว่าตลาดสินค้าแบบเดิม เพราะผู้ประกอบการหนึ่งรายอาจทำหลายธุรกิจ มีผู้ใช้งานหลายฝั่ง และมีข้อมูลเป็นทรัพยากรหลัก ตลาดดิจิทัลจึงไม่สามารถวัดจากราคาหรือส่วนแบ่งตลาดแบบเดิมเพียงอย่างเดียวได้ กขค.อยู่ระหว่างจัดทำแนวทางกำหนดขอบเขตตลาดใหม่ เพื่อใช้ตอบคำถามว่าใครคือผู้เล่นในตลาดเดียวกัน ใครมีอำนาจตลาด และกิจกรรมแบบใดสามารถส่งผลต่อการแข่งขัน
เป้าเพื่ออยู่ร่วมอย่าง “สมดุล”
ทิศทางทั้งหมดจึงไม่ได้มุ่งปิดกั้นธุรกิจแพลตฟอร์ม หรือมองว่าธุรกิจดิจิทัลเป็นปัญหาในตัวเอง เป้าหมายระยะสั้น คือ หยุดพฤติกรรมที่อาจสร้างผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างรวดเร็ว เช่น การใช้มาตรา 60 ชะลอการขึ้นค่า GP ระยะกลาง คือสร้างเครื่องมือกำกับ ทั้งนิยามตลาดดิจิทัล โครงสร้างค่าธรรมเนียม และ Code of Practice ส่วนระยะยาว คือ การสร้างตลาดที่ผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม ร้านค้าผู้ให้บริการ และผู้บริโภคสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล ภายใต้การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม
โจทย์ของ กขค.จึงอยู่ที่การสร้างกติกา ซึ่งไม่ขัดขวางนวัตกรรมและการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้อำนาจของแพลตฟอร์มรายใหญ่กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กต้องอยู่ภายใต้กติกาที่ตนเองไม่มีส่วนกำหนด